ReadyPlanet.com
dot
dot
ข้อมูลรุ่นของเรา
dot
bulletรายชื่อผู้ร่วมงานรุ่น12 เมย. 50,51 และ 52
bulletขอเสนอทำหนังสือทำเนียบรุ่น เนื่องในโอกาสชมรมเพื่อนอายุครบ 50 ปี
dot
จดหมายถึงสมาชิก

dot




มโนราห์ ศิลปะอันอ้อนช้อย สวยงาม บทกลอนเร้าใจ article

กิจกรรมมโนราห์ 

     มโนราห์ เป็นศิลปะการแสดงของ ท้องถิ่นจังหวัดภาคใต้ ซึ่งเป็นมรดก ทางวัฒนธรรมอันล้ำค่า ที่ควรอนุรักษ์ไว้แก่ลูกหลานไทยสืบไป

      การแสดงมโนราห์ นิยมจัดแสดง ตามงานเทศกาลต่างๆ ในท้องถิ่น ภาคใต้ จะหาชมได้ในโอกาส สำคัญๆ เช่น งานอนุรักษ์วัฒนธรรม ในพิธีไหว้ครูของมโนราห์ (โนราโรงครู) หรือในงานต่างๆ ที่เจ้าภาพผู้จัดยังมี ความรัก และชื่นชอบในศิลปะการแสดง ประเภทนี้ 

 โครงการกิจกรรมมโนราห์              

        โรงเรียนวัดสามกอง ได้จัดทำโครงการ "กิจกรรมมโนราห์" ขึ้น เพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรมไทย โดยภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ แก่เยาวชน และชุมชน ที่จะได้รักษา ศิลปะการแสดงนี้ไว้ ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาต่อไป

  กิจกรรมการเรียนการสอน

        ทางโรงเรียนได้ดำเนินการ จ้างครูผู้สอนจากบุคคลภายนอก โดยเปิดสอน ทุกวันพุธ  ตั้งแต่เวลา  12.30 - 14.30  น.  (สัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง)

 

 

เครื่องแต่งกาย  ในยุคแรก ๆ แต่งกายอย่างง่าย ๆ โดยเอาของพื้นบ้านมาประดิษฐ์เป็นเครื่องประดับ เช่น เอาเปลือกหอยมาร้อยเป็นลูกปัด  สมัยต่อมาได้เปลี่ยนเป็นเครื่องทรงกษัตริย์ ซึ่งประกอบด้วยสิ่งสำคัญคือ
                    เทริด เป็นเครื่องประดับศีรษะ ทำเป็นรูปมงกุฎอย่างเตี้ย มีกรอบหน้า มีด้ายมงคล
                    เครื่องลูกปัด จะร้อยด้วยลูกปัดสีเป็นลายดอกดวง ใช้สวมท่อนบนลำตัวแทนเสื้อ ประกอบด้วยบ่าสองชิ้น ปิ้งคอสองชิ้น และพานอกหนึ่งชิ้น
                    ปีกนกแอ่นหรือปั้นเหน่ง มักทำด้วยแผ่นเงินเป็นรูปคล้ายนกนางแอ่นกางปีก ใช้สวมเหนือระดับเอวซ้าย - ขวา
                    ทับทรวง หรือซับทรวง ใช้สวมห้อยทรวงอก เป็นรูปคล้ายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน
                    ปีกหรือหางหงส์ นิยมทำด้วยเขาควายหรือโลหะเป็นรูปคล้ายปีกนกหนึ่งคู่ ใช้สวมคาดทับผ้านุ่งคล้ายหางกินรี
                    เล็บ นิยมทำด้วยโลหะ ส่วนใหญ่เป็นเงิน มีลักษณะเรียวแหลมโค้งงอน  เวลาร่ายรำทำให้ดูเหมือนเล็บกินรี ส่วนใหญ่ใช้แปดเล็บ ไม่นิยมใช้สวมนิ้วหัวแม่มือ
                    นอกจากนี้ก็มีผ้านุ่ง ผ้าห้อยหน้า ผ้าห้อยข้าง หน้าพราน กำไลมือ และกำไลปลายแขน
                -  เครื่องดนตรี  เดิมมีหกชิ้นคือทับสองลูก  กลองหนึ่งใบ  ปี่หนึ่งเลา  โหน่งหนึ่งคู่  ฉิ่งหนึ่งคู่ และแกละหนึ่งคู่
                    ทับสองลูก ลูกหนึ่งเสียงทุ้มเรียกลูกเทิง  ลูกหนึ่งเสียงแหลมเรียกลูกฉับ  ตามตำนานโนรามีชื่อเรียกว่าน้ำตาตกกับนกเขาขัน  ลักษณะคล้ายกลองยาว ใช้กำกับจังหวะ เปลี่ยนจังหวะ
                    กลอง ตามตำนานโบราณโนราเรียกว่า กลองสุวรรณเภรีโลก หรือเรียกอีกอย่างว่า กลองชาตรี  มีลักษณะคล้ายกลองทัด แต่มีขนาดเล็กกว่า
                    ปี่  เป็นพวกปี่ไฉน  ตัวปี่ทำด้วยไม้เนื้อแข็ง  หัวปี่หรือทรวกปี่ทำด้วยใบโตนด
                    โหม่งหนึ่งคู่ โนรารุ่มเก่งใช้โหม่งฟาก รูปร่างคล้ายฆ้อง แขวนตรีงภายในรางไม้สี่เหลี่ยม ลูกหนึ่งเสียงแหลม ลูกหนึ่งเสียงทุ้ม มีไม้ตีหนึ่งอัน นิยมหุ้มปลายด้วยยางหรือด้ายดิบ
                    ฉิ่ง ใช้ฉิ่งขนาดใหญ่
                    แกระหรือแตระหรือกรับ โนรารุ่นเก่าใช้กรับพวง ไม้มีขนาดไล่เลี่ยกัน มีเชือกผูกร้อยและมีแกนกลางควบคุม ปัจจุบัน
เปลี่ยนมาเป็นแผ่นไม้สองแผ่น
                -  องค์ประกอบของการแสดงโนรา ที่นับว่าเป็นองค์ประกอบหลัก มีดังนี้ 
               

     
    

 การรำ โนราแต่ละตัวต้องรำผสมท่าต่าง ๆ เข้าด้วยกันอย่างต่อเนื่องและชำนาญ  แต่ละท่าต้องถูกต้องตามแบบฉบับ
                    การร้อง โนราแต่ละตัวต้องร้องให้ไพเราะชัดเจน เร้าใจและมีปฏิภาณในการคิดกลอนอย่างรวดเร็ว สามารถร้องโต้ตอบได้อย่างฉับพลัน
                    การทำบท คือการตีความบทร้องเป็นท่ารำ ให้คำร้องกับท่ารำสัมพันธ์กันและเข้าจังหวะดนตรี  การทำบทถือว่าเป็นศิลปะชั้นยอดของโนรา
                    การรำเฉพาะอย่าง  การแสดงโนราบางครั้งอาจแสดงเฉพาะโอกาส เช่น รำในพิธีไหว้ครู  รำในการประชันโรงรำแก้บน เป็นต้น จึงต้องฝึกรำเฉพาะอย่างไว้
                    การเล่นเป็นเรื่อง มักแสดงเรื่องที่รู้จักกันดี เช่น พระสุธน พระรถ  ใช้ผู้แสดง ๒ - ๔ คน ไม่เน้นการแต่งตัวตามเรื่อง แต่เน้นที่การขับบทกลอนแบบโนรา ให้ได้เนื้อความตามท้องเรื่อง และเน้นการตลก  ต่อมานิยมแสดงโดยผูกเรื่องให้เข้ากับเหตุการณ์ในสังคมปัจจุบัน เป็นแบบนิยายสมัยใหม่ มีลักษณะคล้ายลิเกหรือละครพูด มีการขับบทกลอนสลับการพูดบ้าง  การแต่งกายเป็นแบบทันสมัย มีการจัดฉาก เปลี่ยนฉาก ใช้แสงสีประกอบการแสดง
                -  ลำดับการแสดง ที่ถือปฏิบัติเป็นขนบนิยม ดังนี้
                    ตั้งเครื่อง คือการบรรเลงดนตรีเมื่อเข้ามาประโรงแสดงเรียบร้อยแล้ว
                    เบิกโรง คือหมอประจำคณะหรือนายโรงกระทำพิธีอย่างขอที่ขอทาง (เจ้าที่)
                    โหมโรงหรือลงโรง คือการบรรเลงดนตรีเพื่อเรียกคนดู
                    กาดครู พอโหมโรงเสร็จก็๋จะว่า กาดครูหรือเชิญครู กล่าวถึงประวัติความเป็นมาของโนรา  สดุดีครูต้นและผู้มีอุปการคุณ
                    ปล่อยตัวนางรำ แต่ละตัวจะมีขั้นตอนคือขับร้องบทกลอนอยู่ในม่านเรียกว่า เกี้ยวม่าน ออกร่ายรำสี่หน้า รำสิบสองท่านั่งพนัก ว่ากลอน รำอวดมือก่อนเข้าโรง
                    ออกพรานหรือออกตัวตลก มีการแสดงท่าเดินพราน นายพราน ขับบทพราน พูดตลก เกริ่นให้ชมนายโรง
                    ออกตัวนายโรง จะอวดท่ารำและขับบทกลอนเป็นพิเศษให้สมฐานะโนราใหญ่
                    ออกพรานอีกครั้ง เพื่อบอกเรื่องที่จะแสดง
                -  เรื่องที่นิยมแสดง  เดิมนิยมแสดงเพียงสองเรื่องคือพระสุธนและพระรถ  ต่อมาเพิ่มเรื่องสังข์ทอง ไกรทอง สินนุราช เป็นต้น ปัจจุบันนิยมนำนวนิยายสมัยใหม่มาแสดง
                -  การร้องและการรับ  เมื่อโนราร้องหรือขับกล่อม จะมีลูกคู่รับไปตามจังหวะลีลาที่แตกต่างตามลักษณะของบทร้อง และจังหวะดนตรี เช่น เพลงหน้าแตระ เพลงทับ เพลงโทน  เพลงประกอบกลอนสี่ กลอนหก กลอนแปด กลอนทอย เป็นต้น
                -  การประชันโรง จะจัดให้มีตั้งแต่สองคณะขึ้นไป โนราที่จะประชันจะต้องเดินทางไปถึงที่ประชันก่อนหนึ่งวันหรือหนึ่งคืน เพื่อจับสลากเลือกโรง   ตกลงข้อสัญญาการแสดง  การตัดสิน  การแพ้ชนะ เป็นต้น 

 แนะนำ แฃมป์ 3 มโนราห์ดังภาคใต้

ไสวน้อย -  ประมวล - สร้อยเพชร

การร่ายรำด้วยลีลาแบบโบราณที่งดงามอ่อนช้อยและการโต้กลอนสด

ในรูปแบบของ CD ชุดที่ 1 มี 2 แผ่น

โดยห้างมิลินทรา พัทลุง

ไม่ได้ดูมโนราห์เสียนาน ได้ดูแล้วรู้สึกทึ่งในศิลปะ ที่ให้ความบันเทิง ให้ความสนุกสนาน อยู่ต่างแดน ดูแล้วทำให้คิดถึงพัทลุง คิดถึงปักษ์ใต้

ศิลปะมโนราห์ ตกทอดเป็นมรดกกันมานาน เป็นที่น่าหวงแหนยิ่งนัก ควรที่ลูกหลานชาวใต้ จะได้สืบทอดศิลปะแขนงนี้ให้สืบไปนานเท่านาน

ประวัติโนรา
   จากคำบอกเล่าของขุนอุปถัมภ์นรากร (พุ่ม เทวา)

    พระยาสายฟ้าฟาดเป็นกษัตริย์ครองเมืองๆหนึ่ง มีมเหสีทรงพระนามว่าพระนางศรีมาลา ทั้งสองพระองค์มีบุตรด้วยกันองค์หนึ่งทรงพระนาม

ว่า นวลทองสำลี วันหนึ่งหลังจากนางนวลทองสำลีตื่นจากบรรทมและ ยังไม่ทันที่จะชำระพระพักตร์ก็ได้ไปยืนระลึกถึงใน สุบินนิมิตที่ได้มีมา

และพระนางก็สามารถจำได้จนหมดสิ้น จากการทรงยืนนิ่งอยู่เช่นนั้น ทำให้พวกสาวใช้สงสัยและถามพระนางว่า เพราะเหตุอันใดพระนางจึง

ไม่ทรงชำระพระพักตร์ ทั้งๆที่ตื่นบรรทมแล้ว พระนางตรัสว่า เมื่อคืนนี้ฝันแปลกมาก ฝันแปลกอย่างที่ไม่เคยฝันมาก่อนเลย แล้วพระนางก็

ทรงเล่าความฝันนั้นให้พวกสนมฟังว่ามีเทพธิดามาร่ายรำให้ดู การร่ายรำนั้นรำทั้งหมด ๑๒ ท่า เป็นท่ารำที่สวยงามมากน่าชม มีเครื่อง

ประโคมดนตรี คือ กลอง ทับ โหม่ง ฉิ่ง ปี่ และ แตร การประโคมดนตรีลงกับท่ารำเป็นจังหวะ และบัดนี้พระนางก็ยังจำท่าต่างๆเหล่านั้นได้

แล้วพระนางนวลทองสำลีก็ทรงร่ายรำตามแบบที่ในฝันนั้นทันทีเป็นที่ชอบใจของพวกสาวใช้เป็นอย่างยิ่ง และพระนางก็ได้สั่งให้สาวใช้ทำ

เครื่องประโคมตามที่เห็นในฝันนั้น การประโคมก็ทำตามจังหวะการรำเหมือนในฝันทุกอย่าง พระนางได้ฝึกสอนให้พวกสาวใช้ได้ร่ายรำเพื่อ

เป็นคู่รำกับพระนาง จากนั้นมีการประโคมเครื่องดนตรีและร่ายรำเป็นที่ครื้นเครงในปราสาทของพระนางเป็นประจำทุกวัน
     อยู่มาวันหนึ่งพระนางอยากเสวยเกสรดอกบัวที่ในสระหน้าพระราชวัง จึงรับสั่งให้นางสนมไปหักเอามาให้ เมื่อพระนางได้ดอกบัวแล้วก็ได้

เสวยดอกบัวนั้นจนหมด กาลต่อมาพระนางก็ทรงครรภ์ แต่การเล่นรำโนราก็ยังคงสนุกสนานครื้นเครงกันเป็นประจำทุกวันมิได้เว้น อยู่มาวัน

หนึ่งการเล่นประโคมและความครึกครื้นนี้ทราบไปถึงพระยาสายฟ้าฟาด พระองค์ทรางสงสัยว่าด้วยเหตุใดที่ปราสาทของพระธิดาจึงมีการ

ประโคมดนตรีอยู่เป็นประจำ พระองค์จึงได้เสด็จไปทอดพระเนตรให้เห็นจริง เมื่อเสด็จไปถึงก็รับสั่งถามพระนางนวลทองสำลีว่านางไปได้ท่า

รำตางๆนี้มาจากไหน ใครสอนให้ พระนางก็กราบบังคมทูลว่า ไม่มีใครสอนให้ เป็นเทพนิมิต พระองค์จึงได้รับสั่งให้พระนางรำให้ดู เสียง

ดนตรีก็ประโคมขึ้นพระนางออกร่ายรำไปตามท่าที่ได้ฝันรวม ๑๒ ท่า ขณะที่พระนางร่ายรำท่าต่างๆอยู่นั้น พระยาสายฟ้าฟาดทรงเห็นว่าที่

ครรภ์ของพระธิดาผิดสังเกตสงสัยว่าจะตั้งครรภ์ จึงมีรับสั่งให้หยุดรำแล้วทรงถามพระนางว่า นางมีครรภ์กับใคร รักชอบกับใคร ใครเป็นสามี

ของเจ้า ทั้งๆที่ไม่มีผู้ชายคนใดสามารถเข้ามาในพระราชฐานได้เลย พระองค์ทรงถามซ้ำๆ แบบนี้หลายต่อหลายครั้งพระนางก็กราบทูลว่า นาง

มิได้มีชู้สู่สาวกับชายใดเลย เหตุที่ทรงครรภ์อาจเป็นเพราะเสวยดอกบัวในสระหน้าพระราชวังเข้าไป พระยาสายฟ้าฟาดไม่ทรงเชื่อและว่ามี

อย่างที่ไหนกินดอกบังเข้าไปมีท้องขึ้นมาได้ เรื่องไม่สมจริง และยังได้กล่าวคำบริภาษพระธิดาต่างๆนานา เช่นว่า เป็นลูกกษัตริย์ไม่รักศักดิ์ศรี

ทำให้อัปยศขายหน้า นางนวลทองสำลีก็ได้แต่โศกเศร้าร่ำร้อง
     ต่อมาด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ พระยาสายฟ้าฟาดก็ทรงสอบสวนโดยรับสั่งให้พวกสาวใช้ทั้ง ๓๐ คนเข้าเฝ้าทีละคนและถามว่ามีผู้ชายใด

เข้ามาในเขตพระราชฐานนั้นบ้างหรือไม่ นางสนมกำนัลก็กราบบังคมทูลเช่นเดียวกันว่า ไม่มีผู้ชายใดเข้าไปเลย และพระนางก็มิได้รักชอบ

กับใคร และยืนยันว่าพระนางได้เสวยดอกบัวในสระหน้าพระราชวังเข้าไป พระยาสายฟ้าฟาดยิ่งทรงพระพิโรธหนักขึ้น ถึงกับคิดที่จะฆ่าพระ

ธิดาและสาวสนม แต่เนื่องจากพระนางเป็นลูกในไส้จึงมิได้ทรงกระทำเช่นนั้น เพียงรับสั่งให้อำมาตย์ข้าราชการทำแพ แล้วก็ให้จัดเสบียง

อาหารใส่แพเรียบร้อย เมื่อถึงเวลาก็ลอยแพพระนางและสนมทั้ง ๓๐ ไปในทะเล ขณะที่แพลอยไปนั้นลมได้พัดแพไปติดที่เกาะกะชัง เป็นอัน

ว่าพระนางและสาวใช้รอดตายจากธรรมชาติด้วยอำนาจบารมีของเด็กในครรภ์ ที่เกาะกะชังเทวดาได้ชบ (เนรมิต) บรรณศาลาให้อยู่อาศัย

พวกสาวใช้ก็ปลูกฟักแฟงแตงกวากินกันไปตามเรื่องพอดำรงชีวิตอยู่ได้
      ส่วนนางนวลทองสำลีครรภ์ก็ยิ่งแก่ขึ้นๆทุกวัน (ในบทกาศครูจึงว่าไว้ว่า "เพื่อนๆเขานับปี แต่นางนวลสำลีนับเดือน") จนประสูติ

พระโอรสและให้นามว่า ด.ช.น้อย (ชื่อสมมุติ) พระนางและพวกสนมอยู่ที่นั่นจน ด.ช.น้อยอายุได้ ๑๐ ปี ระยะ ๑๐ ปีนั้น  ด.ช.น้อย

ได้หัดการร่ายรำโนราจนเป็นที่ชำนาญดี และต่อมา ด.ช.น้อยก็ถามแม่ว่าที่นี่ไม่มีผู้ชายเลยมีแต่ผู้หญิง คนอื่นๆนอกจากนี้ไม่มี แล้วแม่เอง

แต่ก่อนเคยอยู่ที่ไหน พระนางนวลทองสำลีก็เล่าเรื่องแต่หนหลังให้ฟังแต่ต้นจนจบ ด.ช.น้อยก็อยากไปเมืองของพระอัยกาจึงถามว่าจะไป

ได้โดยวิธีใด แม่จึงบอกว่าเมื่อลูกอยากไปแม่ไม่ห้ามแต่แม่เองไม่ไปตลอดชีวิตนี้ลูกจะไปก็จงเอาผ้าผูกไม้แล้วปักยกเป็นธงขึ้น เรือผ่านมา

เขาจะแวะรับ ด.ช.น้อยก็ทำตามและเรือก็ได้มารับไปทางเมืองพระอัยกา เมื่อไปถึงท่าเรือซึ่งยังไกลกับพระราชวังมาก ด.ช.น้อยก็ได้

เที่ยวรำโนราไปเรื่อย เนื่องจากโนราเป็นของแปลกและไม่เคยมีใครเคยเห็นมาก่อนเลย กอปรด้วยการรำก็ชดช้อยน่าดู คนจึงไปดูกันมาก

ยิ่งนานคนก็ยิ่งชวนกันไปดูมากขึ้นทุกที จนข่าวนี้เลื่องลือไปถึงพระราชวัง      พระยาสายฟ้าฟาดทรงทราบแล้วก็เรียกประชาชนมาถามว่า

โนราเป็นอย่างไร เป็นคนหรือสัตว์ ดีมากเทียวหรือที่คนนิยมไปดูกันมาก แล้วในที่สุดพระองค์ก็ทรงปลอมพระองค์ไปในกลุ่มชนเพื่อไปทอด

พระเนตรโนรา จากการที่พระองค์ได้ทอดพระเนตรนั้นสังเกตเห็นว่า ด.ช.น้อยมีหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับพระธิดา ซึ่งได้ลอยแพไปเมื่อ

๑๐ กว่าปีมาแล้ว จึงรับสั่งให้หา พระองค์ตรัสถามว่า เจ้าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร ด.ช.ก็ตอบว่า แม่ชื่อนางนวลทองสำลี ส่วนพ่อนั้นไม่ทราบ แม่

เล่าว่าได้ตั้งครรภ์เพราะกินดอกบัวพระองค์เห็นว่าเรื่องราวตรงกัน จึงพา ด.ช.น้อยและคณะโนราเข้าไปในพระราชวัง ตอนนี้คนอื้อฉาว

วิพากษ์วิจารณ์กันต่างๆนานาว่า ต่อไปจะไม่ได้ดูโนราอีกแล้ว เพราะนายจับไปแล้ว พระยาสายฟ้าฟาดไม่ทรงฟังคำวิพากษ์วิจารณ์ใดๆทั้งสิ้น

คงพาโนราไปพระราชวังท่าเดียว (ตอนนี้พระยาสายฟ้าฟาดทรงทราบแล้วว่า ด.ช.น้อยคือหลาน หรือพระราชนัดดา ส่วน ด.ช.น้อยนั้นรู้

มาจากแม่ก่อนแล้ว เป็นอันว่าต่างก็รู้กันทั้งสองฝ่าย) เมื่อถึงพระราชวัง พระยาสายฟ้าฟาดก็ทรงถามว่า แม่เจ้าเดี๋ยวนี้อยู่ที่ไหน ด.ช.

น้อยทราบทูลว่าอยู่บนเกาะกะชัง
     เมื่อพระองค์ทรงทราบเช่นนั้น จึงมีพระบัญชาให้อำมาตย์จัดเรือไปรับ เมื่ออำมาตย์ไปถึงและเชิญให้พระนางเสด็จกลับพระนครตามพระ

บัญชา แต่นางปฏิเสธว่าพระราชบิดาได้ตั้งใจจะลอยแพไปเพื่อให้ตาย เหตุไฉนจึงมาเชิญตัวกลับเล่า พระนางจึงสั่งกับอำมาตย์ว่าชาตินี้จะไม่

ขอไปเหยียบย่างผืนแผ่นดินของพระราชบิดาอีก และจะขอตายอยู่ที่นี่ พวกอำมาตย์จึงจำต้องกลับไป เมื่อกลับมาถึงพระนครแล้วก็กราบทูล

เรื่องราวให้พระยาสายฟ้าฟาดทราบ พระยาสายฟ้าฟาดจึงมีพระบัญชาให้จัดเรือไปรับอีกครั้งหนึ่งและพร้อมรับสั่งว่าถ้าเชิญเสด็จไม่กลับก็ให้

จับมัดมาให้ได้ เมื่อพวกอำมาตย์กลับไปเกาะกะชังอีกและได้เชิญเสด็จแต่โดยดีไม่ยอมกลับ พวกอำมาตย์ก็จับพระนางมัดขึ้นเรือ (ตอนนี้ใน

การเล่นโนราในสมัยหลังจึงมีการรำเรียกว่าคล้องหงส์ คือรำเพื่อจับนางนวลทองสำลีเป็นการร่ายรำที่น่าดูมาก) แล้วพามาเฝ้าพระราชบิดา

เมื่อเรือมาถึงจะเข้าปากน้ำก็มีจระเข้ขึ้นลอยขวางปากน้ำอยู่ (จระเข้สมัยก่อนชุกชุมมากทุกน่านน้ำ เป็นที่เกรงกลัวของชาวเรือทั่วไป)

พวกลูกเรือก็ทำพิธีแทงจระเข้จนถึงแก่ความตายแล้วเรือจึงเข้าปากน้ำได้      เมื่อนำนางนวลทองสำลีเข้าเฝ้าสมเด็จพระราชบิดาแล้ว พระ

ราชบิดาได้ทรงขอโทษในเรื่องที่ได้กระทำไปในอดีต ขอให้พระนางลืมเรื่องเก่าๆเสียแล้วยกโทษให้พระองค์ด้วย จากนั้นทำขวัญ และจัดให้มี

มหรสพ ๗ วัน ๗ คืน ในการมหรสพนี้ก็ได้จัดให้มีการรำโนราด้วย พระยาสายฟ้าฟาดได้พระราชทานเครื่องทรง ซึ่งคล้ายคลึงกับของกษัตริย์

ให้กับพระราชนัดดา เพื่อรำทรงเครื่องในงานนี้ ในการนี้พระยาสายฟ้าฟาดก็ได้พระราชทานบรรดาศักดิ์ลูกของนางนวลทองสำลี (เจ้าชาย

น้อย) เป็น ขุนศรีศรัทธา
     เครื่องต้นที่พระราชทานคือ เทริด กำไลแขน ปั้นเหน่ง สังวาล พาดเฉียง ๒ ข้าง ปีกนกแอ่น หางหงส์ ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่เป็นเครื่องทรงของ

กษัตริย์ทั้งสิ้น จะเห็นได้ว่าโนราแต่เดิมก็เป็นเชื้อพระวงศ์ ขุนศรีศรัทธาได้สอนรำโนราให้ผู้อื่นเป็นการถ่ายนาฏศิลป์แบบโนราไปเรื่อยๆ ทั้ง

นี้ในพระบรมราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระอัยกาโนราจึงได้แพร่หลายต่อไป และต่อมาหลายชั่วคน จนบัดนี้

 
    จากหนังสือ ประวัติโนรา โดย อ.ภิญโญ จิตธรรม อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ ขุนอุปถัมภ์นรากร ๒๗ กันยายน ๒๕๒๗

 

เล่าเรื่องการผจญภัยบนเกาะมังกรยักษ์กลางทะเลลึกของชวา โดย อาคม อาษาชำนาญ

ภาพของตัวตะกวดยักษ์ หรือที่หลายคนเรียกกันว่า “มังกรแห่งโคโมโด” ที่ปรี่เข้าไปรุมกัด กระชากซากแพะ ที่เจ้าหน้าที่บนอุทยานเกาะโคโมโด ดยนลงไปให้พวกมันได้กัดกินเป็นอาหารนั้น สร้างความสะเทือนขวัญให้กับเราซึ่งเป็นคนไทยที่มีจิตใจอ่อนโยน จนถึงกับอึ้ง

                                      กรามที่ใหญ่ยาวของเจ้ามังกรเหล่านั้น พร้อมกับฟันที่คมกริบที่กัดลงไป แล้วต่างก็รุมทึ้ง กระชากแย่งกัน มันทำให้ร่างของเจ้าแพะเคราะห์ร้ายตัวน้อยๆถูกฉีกออกเป็นชิ้นในเวลาอันรวดเร็ว

                                      เลือดเนื้อที่เปรอะเปื้อนสาดกระจายอยู่ในบริเวณนั้น  ก่อนที่มันจะถูกกลบด้วยฝุ่นที่เกิดจากฝีเท้าของเจ้าตัวโคโมโดจนหมดสิ้นในเวลาต่อมา

                                      ...ครั้งสุดท้าย ผมได้เดินทางสู่อินโดนีเซียอีกครั้งเมื่อสองเดือนที่ผ่านมา โดยคราวนี้ เรามีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ “เกาะโคโมโด” ซึ่งเป็นเกาะเล็กๆเกาะหนึ่ง ที่อยู่ระหว่างเกาะซุมบาวากับเกาะฟลอเรส ห่างจากเกาะบาหลีที่คนไทยชอบไปเที่ยวกันประมาณกว่า 500 กิโลเมตร และเป็นเกาะที่เรียกว่าเล็กจริงๆ เพราะบนเกาะนี้ไม่มีที่พักเลยนอกจากที่พักของกรมป่าไม้ ที่ใครจะไปค้างคืนก็ต้องแจ้งกันล่วงหน้าเหมือนกับบ้านเรา

                                      แต่ส่วนใหญ่ที่พักของเจ้าหน้าที่ป่าไม้บนเกาะโคโมโดแห่งนี้จะร้างว่างเปล่าจากผู้คนตลอดเวลา เพราะว่าไม่ค่อยมีใครกล้าขึ้นไปพักที่บนเกาะ เพราะกลัวที่จะถูกเจ้ามังกรยักษ์ที่บนเกาะนี้กัดกินเอาจนถึงตาย

                                      อันนี้เป็นเรื่องจริง และมีที่มาที่ไป ซึ่งตอนท้ายผู้เขียนจะเล่าให้ฟังกัน !

                                      มาว่าถึงปูมหลังของประเทศอินโดนีเซียสักนิด ประเทศนี้ถ้าจะว่าไปแล้วก็ต้องทำใจ หากว่าเราจะได้ยินเมืองนั้น เมืองนี้ของอินโดนีเซียลุกฮือขึ้นมาปะทะกับเจ้าหน้าที่อยู่บ่อยๆ เพราะอินโดนีเซียนั้น เป็นประเทศอาถรรพณ์ เนื่องจากตั้งอยู่บนหมู่เกาะที่มีมากมายหลายพันเกาะด้วยกัน เรียกว่าทั้งประเทศนั้น ไม่มีส่วนไหนที่จะมีแผ่นดินตั้งอยู่บนทวีปใด ที่ซ้ำร้าย เกาะต่างๆเหล่านั้น ล้วนแล้วแต่ตั้งอยู่บนแนวรอยเคลื่อนของเปลือกโลกทั้งสิ้น

                                      ดังนั้น อินโดนีเซียจึงได้ชื่อว่า เป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยภูเขาไฟ ซึ่งส่วนใหญ่พร้อมที่จะประทุขึ้นมาให้ตื่นตาตื่นใจแทบทั้งนั้น

                                      การระเบิดของภูเขาไฟครั้งใหญ่ในอินโดนีเซียที่ผู้คนต่างก็ต้องจดจำกันไปทั่วโลก นั้นก็คือครั้งที่ภูเขาไฟบนเกาะกรากะตัว ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างสุมาตรากับเกาะชวาได้ระเบิดขึ้นมา ในปี ค..1883 ซึ่งการระเบิดในครั้งนั้น ถือได้ว่าเป็นมหันตภัยจากธรรมชาติที่ร้ายแรงมากที่สุดของโลกครั้งหนึ่งก็ว่าได้ เพราะแรงระเบิดของภูเขาไฟทำให้เกิดคลื่นยักษ์แผ่กระจายไปทั่วโลก และแรงระเบิดครั้งนั้น ทำให้เกาะทั้งเกาะจมหายลงไปใต้มหาสมุทร มีผู้คนเสียชีวิตประมาณว่ากว่าหมื่นคน

                                      ดังนั้น แม้ทุกวันนี้ในอินโดนีเซีย ก็ยังมีภูเขาไฟซึ่งเป็นมหาภัยร้ายที่พวกเขาต้องคอยระวังอยู่ตลอดเวลาด้วยไม่รู้ว่า วันไหนที่มันจะพ่นพิษขึ้นมา และดูเหมือนว่า บนเกาะต่างๆในหมู่เกาะชวานั้น ทุกวันนี้บรรดาชาวเกาะทั้งหลายก็ยังนิยมให้มีพิธีบูชาภูเขาไฟกันอยู่ ด้วยถือกันว่าบนภูเขาไฟนั้นเป็นที่สถิตของเทพเจ้ากลับไปยังเกาะโคโมโดกันอีกครั้ง…

                                      หลังจากที่เราเดินทางมาถึงยังเกาะฟลอเรสแล้ว บนเกาะแห่งนี้มีที่พักให้นักท่องเที่ยวได้พักผ่อนกันได้ตามอัธยาศัยสำหรับผู้ที่เตรียมพร้อมจะไปผจญภัยบนเกาะแก่งต่างๆที่อยู่ใกลเคียงกัน แต่ส่วนใหญ่คนที่เดินทางมายังเกาะฟลอเรสนั้นล้วนแล้วแต่ต้องการผ่านทางไปยังเกาะโคโมโดที่อยู่ห่างออกไปไม่มากนักเพื่อที่จะชมสัตว์โลกโบราณดึกดำบรรพ์ที่เราเรียกกันว่า “มังกร” นั่นเอง

                                      เรื่องราวของมังกรโคโมโดนั้น เริ่มต้นขึ้นเมื่อนับร้อยกว่าปีมาแล้วที่มีผู้คนได้เล่าขานกันถึงเรื่องราวของมังกรยักษ์ในดินแดนแถบนี้ ซึ่งเดิมทีนั้นเรื่องราวเหล่านี้ถูกเล่ากันปากต่อปากจากพวกชาวประมงที่ออกตระเวณหาปลา และในเวลาต่อมาประมาณ ปี พ..1910 นักบินจากกองทัพอากาศเนเธอร์แลนด์คนหนึ่งต้องบินลงฉุกเแนที่บนเกาะโคโมโด แล้วตกอยู่ท่ามกลางสัตว์ร้ายที่เขาเชื่อว่า เป็นมังกร ซึ่งก็ไม่ทราบเหมือนกันว่ารอดมาได้อย่างไร เพราะไม่มีใครบันทึกเอาไว้ เนื่องจากไม่มีคนเชื่อ

                                      จนกระทั่งข่าวทราบไปถึงหูของ พันตรี P.A. Ouwens ผู้อำนวยการสวนพฤกษศาสตร์เมือง Buitenzong เขาจึงขอร้องให้เพื่อนนายทหารคนหนึ่งเดินทางไปสำรวจที่เกาะแห่งนี้ดูว่ามีมังกรจริงอย่างที่เขาเล่าลือกันหรือเปล่า เพื่อนนายทหารชาวดัตซ์คนนั้นจึงเดินทางไป และพบว่ามีสัวต์ร้ายชนิดหนึ่งซึ่งมีลักษณะเหมือนกับมังกรอย่างที่เขาเล่าลือกัน เขาจึงฆ่าแล้วถลกหนังส่งไปให้ Ouwens ตัวด้วยกัน และหลังจากนั้นสองปีต่อมา Ouwens จึงเดินทางไปยังเกาะโคโมโด แล้วจังเอาเจ้ามังกรที่ว่านี้กลับมายังเกาะชวา 4 ตัวด้วยกัน และตั้งชื่อให้มันว่า “ มังกรโคโมโด” ตามชื่อเกาะที่พบ

                                      และเจ้ามังกรเขาเล่าลือกันนั้น มันก็คล้ายกับตะกวดในบ้านเรานั่นเอง เพียงแต่ว่าขนาดของมันนั้นใหญ่ยักษ์ น่ากลัว โดยเฉพาะเวลาที่มันล่าเหยื่อซึ่งเป็นสัตว์เป็นๆมากัดกินเป็นอาหารนั้น เห็นมันกัดกระชากฉีกแขนขาแล้วรู้สึกว่าสยดสยองอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน

                                      การเดินทางไปสู่เกาะโคโมโด เริ่มต้นที่เมืองเล็กๆบนเกาะฟลอเรสที่จะต้องนั่งรถเช่าไปยังท่าเรือซึ่งอยู่ห่างออกไป ซึ่งเส้นทางที่เลียบเกาะไปนั้น บอกตรงๆว่าเส้นทางมันหวาดเสียวมาก เพราะเล็ก แล้วก็แคบจนเกินเหตุ แถมยังปล่อยให้รถวิ่งสวนกัน เหมือนบ้านนอกตามชนบทบ้านเรานั่นแหละ

                                      นักท่องเที่ยวที่มาถึงท่าเรือแห่งนี้ มีความจำเป็นที่จะต้องเช่าเรือเพื่อเดินทางไปยังอุทยานแห่งชาติบนเกาะโคโมโด ซึ่งอยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันตกของเกาะฟลอเรส ซึ่งปัจจุบันเกาะโคโมโดนั้นได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกพร้อมกับกับห้วยขาแข้งของเราเพื่อที่จะให้ทางการของอินโดนีเซียได้อนุรักษ์พันธ์สัตว์ดึกดำบรรพ์ชนิดนี้เอาไว้ เนื่องจากสมัยหนึ่งที่ผ่านมา เมื่อหลายสิบปีก่อนหน้านี้ มังกรโดโมโดถูกรุกรานอย่างหนักจากมนุษย์ที่พากันล่ามันเพื่อเอาเนื้อและหนังมาขาย

                                      “ เรา ” หมายถึงผู้เขียนและครอบครัวเช่าเรือยอร์ช ลำเล็กๆขนาด 6 เตียงนอน ซึ่งมีให้เช่ามากมายที่ท่าเรือบนเกาะฟลอเรสเดินทางออกสู่เกาะแห่งมังกรทะเลที่ชาวอินโดนีเซียเรียกกันว่า “จระเข้บก” หรือ “ Buaja darat ” โดยมีคนขับเรือและคนทำอาหารติดตามไปด้วยอีกสองคน เพราะช่วงเวลาที่พักอยู่บนเกาะฟลอเรสนั้น เราตกลงกันแล้วว่าจะอาศัยอยู่ในเรือ เพื่อเดินทางไปยังเกาะต่างๆในหมู่เกาะแถวนี้ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของมังกรโคโมโด ไม่ว่าจะเป็นเกาะปาตาร์หรือเกาะรินจา

                                      หลังจากที่แล่นเรือมาจนถึงเกาะโคโมโดแล้วนั้น การขึ้นเกาะเพื่อไปชมมังกรของชาวตะวันตก หรือจระเข้บกของชาวอินโดนีเซียนั้นจำเป็นที่จะต้องให้เจ้าหน้าที่ของอุทยานเป็นผู้พาไป เพราะเจ้าหน้าที่เหล่านี้จะคอยดูแลเราเป็นอย่างดี ซึ่งบนเกาะแห่งนี้จะห้ามมิให้ผู้ใดขึ้นไปชมเจ้ามังกรเหล่านั้นตามลำพังอย่างเด็ดขาด ทั้งนี้เนื่องจากว่าเคยมีเหตุการณ์ที่เลวร้ายเกิดขึ้นมาแล้ว อย่างที่เล่าค้างเอาไว้ในตอนต้น

                                      ในครั้งนั้น มีครอบครัวของนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียสามคน พ่อ แม่ และลูก เดินทางมาชมเจ้ามังกรที่เกาะโคโมโดตามลำพัง แล้วต่อมาปรากฏว่าทั้งสามคนนั้นเดินหายไปเลยไม่ได้กลับมาอีก ซึ่งไม่รู้เหมือนกันว่าหลงป่า หรือว่าถูกมังกรคาบไปกิน แต่นับจากที่เกิดเรื่องร้ายแรงนั้นขึ้นมา ทางการอินโดนีเซียก็ห้ามขาดไม่ให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปโดยไม่มีไกด์นำทาง

                                      และอย่างที่บอกเอาไว้แล้วว่า ที่บนเกาะแห่งนี้มีบ้านพักของอุทยานไว้ให้นักท่องเที่ยวขึ้นมาพักถ้าหากใครไม่อยากนั่งเรือกลับไปที่เกาะฟลอเรส แต่ด้วยเหตุที่ทุกคนกลัวจะไปเผลอเป็นอาหารของเจ้ามังกร บ้านพักดังกล่าวนั้น จึงเกือบจะกลายเป็นบ้านร้างที่ไม่มีใครอาศัยเพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นั้น มักจะอาศัยนอนในเรือที่เช่ามาเสียมากกว่า

                                      สภาพทั่วไปของเกาะโคโมโดนั้น ถ้าจะว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวก็ไม่น่าจะใช่ เพราะบนเกาะทั่วไปนั้นเต็มไปด้วยป่าไม้ และป่าส่วนใหญ่ก็ล้วนแล้วแต่รกเรื้อ มีบ้างที่เป็นป่าโปร่ง โล่ง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นส่วนที่นักท่องเที่ยวนิยมไปดูมังกรกัน แต่นอกนั้นสภาพป่าดึกดำบรรพ์ รวมไปถึงเนินเขาและชะง่อนหินก็ยังคงธรรมชาติแบบดั้งเดิมเหมือนโลกล้านปีเอาไว้ให้ทุกคนได้ชมอย่างแทบไม่มีผิดเพี้ยน

แต่เดิมนั้น บนเกาะแห่งนี้จะมีการแสดงโชว์ให้นักท่องเที่ยวได้ชมกันด้วยการเอาแพะมาฆ่าแล้วโยนลงไปให้มังกรโคโมโดรุมแย่งกินกันเป็นอาหาร แต่ปัจจุบันไม่ทราบว่ายังทำกันแบบนั้นอยู่อีกหรือเปล่า เพราะวันที่เราขึ้นเกาะไปชมนั้นไม่มี เราจึงจำเป็นต้องเดินหาชมมังกรกันเอาเอง ซึ่งระหว่างทางนั้นก็พบบ้างเป็นบางส่วน แต่ส่วนมากก็ไม่มีขนาดใหญ่อะไรมากนัก หากแต่ก็ดูท่าทางน่ากลัวเหมือนกัน เพราะเวลาที่พวกมันอยู่กันเป็นฝูงนั้น ก็ไม่ต่างไปจากฝูงจระเข้ที่พร้อมจะเข้าชาร์ตเราได้ทุกเมื่อ

                                      ในตอนที่เดินทางกลับนั่นเองระหว่างทางที่เดินผ่านบ้านพักของอุทยาน มังกรขนาดใหญ่ตัวหนึ่งก็เดินเยื้องย่างผ่านมาเหมือนกับกลัวว่าเราจะไปนินทาว่าพวกมันไม่ใหญ่โตอะไร

                                      สำหรับเจ้าตัวนี้มีขนาดใหญ่เสียจนคนนำทางต้องกับเราว่าอย่างเข้าไปใกล้มันมากนัก เพราะมังกรยักษ์พวกนี้วิ่งได้เร็วมากในระยะใกล้ และในขณะเดียวกัน มันมักจะไม่ค่อยเดี่ยวไปไหนมาไหน หากตัวหนึ่งโผล่ออกมา ก็อาจจะมีอีกหลายตัวเที่ยวแฝงอยู่ตามพุ่มไม้ก็ได้

                                      หลังจากที่เที่ยวชมมังกรยักษ์จนสมใจอยากซึ่งผู้เขียนเองแอบค่อนขอดอยู่ในใจว่า ที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาไกล เพียงเพื่อที่จะดู “ เหี้ย” ขนาดใหญ่แล้วเราก็ถอยหลังกลับออกไปที่ท่าเรืออีกครั้ง ซึ่งที่นี่จะมีชาวบ้านบนเกาะโคโมโดเอาของที่ระลึกมาขายตามร้านรวงซึ่งจัดเอาไว้เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ

                                      สำหรับบนเกาะโคโมโดนั้นนับได้ว่าเป็นเกาะที่แปลกอยู่อย่างหนึ่งนั่นก็คือ บนเกาะแห่งนี้แม้จะได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติแล้วก็ตาม หากแต่ว่า ยังมีชาวเกาะอาศัยอยู่มากมายไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันคน ซึ่งพวกชาวเกาะเหล่านี้ส่วนใหญ่จะยังชีพอยู่ได้โดยพวกผู้ชายจะออกล่าปลาหมึกมาขายและพวกผู้เฒ่าก็จะแกะสลักไม้เป็นรูปมังกรให้เด็กและพวกผู้หญิงเอามาขายให้กับนักท่องเที่ยว

                                      เล่ากันว่า การที่บนเกาะโคโมโด ยังปล่อยให้พวกชาวบ้านอาศัยได้นั้น เนื่องจากชาวบ้านเหล่านี้อาศัยอยู่บนเกาะมานานก่อนหน้าที่จะประกาศเป็นอุทยาน และพวกเขาไม่ยอมย้ายออกไปจากเกาะของตนเนื่องจากมีความเชื่อว่า บรรพบุรุษของพวกเขานั้นสืบเชื้อสายมาจากมังกรโคโมโด เหมือนอย่างที่ชาวบ้านตรึมในจังหวัดสุรินทร์มี่ความเชื่อว่าบรรพบุรุษของพวกเขาเป็นตะกวดนั่นเอง

                                      แม้มังกรโคโมโดจะมีอันตรายต่อคนที่เข้าใกล้มัน แต่พวกชาวเกาะสมัยก่อนส่วนใหญ่เชื่อกันว่า มันจะไม่ทำร้ายลูกหลาน หากพวกผู้ใหญ่ออกไปทำงานที่นอกบ้าน เด็กๆที่ยังเล็กอยู่ก็จะถูกเลี้ยงโดยมังกรยักษ์เหล่านี้ แต่หลายครั้งที่ชาวบ้านเหล่านี้ถูกมังกรโคโมโดกัดเอา ซึ่งพวกเขาก็ได้แต่ปลอบใจตนเองว่าอาจจะเป็นเพราะคนเหล่านั้นไม่ลบหลู่หรือว่าไม่เชื่อถือเรื่องราวที่ผ่านมาเมื่อครั้งบรรพกาล

                                      ปัจจุบันนี้หมู่บ้านของชาวเกาะโคโมโดได้ถูกเจ้าหน้าที่ของอุทยานย้ายออกมาจากกลางป่า ให้มาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ปากอ่าวทางด้านตะวันออกไม่ไกลจากบ้านพักในอุทยานบนเกาะเท่าใดนัก ซึ่งหากนักท่องดที่ยวอยากจะเดินทางไปเยี่ยมชมหมู่บ้านดังกล่าวนี้ก็สามารถทำได้ เพราะในหมู่บ้านนั้น ท่านจะได้ยินเรื่องเล่าอันเป็นเรื่องราวแต่ก่อนเก่าของชาวเกาะโคโมโดที่เล่าผ่านความเชื่อของเหล่าผู้เฒ่า

                                       และเรื่องราวเหล่านั้น คือตำนานอันเป็นที่มาช้านานของเกาะนี้ และเป็นสิ่งที่พวกเขาเชื่อฝังหัวอยู่ตลอดเวลาว่าพวกเขาสืบเชื้อสายมาจากบรรดามังกรยักษ์เหล่านี้

                                      โชคดีที่ไม่มีนักท่องเที่ยวชาวไทยคนไหนกล้าไปอธิบายให้พวกเขาเข้าใจว่า ในบ้านเรานั้นเรียกมังกรยักษ์เหล่านี้ว่ามีเชื้อสายมาจากอะไร เพราะไม่อย่างนั้น ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น

                                      คนเล่าอาจจะโดนเหยียบตาย หรือไม่ก็โดนจับเอาไปโยนให้ “ตะกวดยักษ์” กินแน่ๆ !!!




แลหนัง-ฟังโนราห์-ดูภาพยนต์

แลหนังกันดีหวา article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
ติดต่อส่งข่าวสาร ข้อมูล โฆษณา ที่ webmaster : suwit.saengubol@hotmail.com