ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกระทู้ > แบกเป้ไปปาย..โดดเดี่ยวเดียวดาย...

แบกเป้ไปปาย..โดดเดี่ยวเดียวดายอยู่กลางทะเลขุนเขาและม่านหมอก


       หลังจากกลับมาจากดอยหลวงเชียงดาว เมื่อปลายฝนต้นหนาวปีที่แล้ว ..เป้ใบเดิมและรองเท้าคู่เก่า ก็ยังแขวนอยู่ที่เดิม ..เมื่อลมหนาวหวนมาอีกครั้ง  ในปีที่ผมมีอายุครบ 4 รอบ ความตั้งใจครั้งแรกว่าจะไปภูกระดึง ดินแดนที่เป็นปฐมบทการเดินทางเดินป่าเขาครั้งแรกในชีวิต  เมื่อยังใส่กางเกงขาสั้นอยู่.เมื่อเดือนเมษายน 2520 หลังจากสอบเข้ามหาวิทยาลัย เสร็จสิ้นลง   ไปภูกระดึงครั้งนั้น ได้รสชาติของชีวิตดีเหลือเกิน

     ..ความทรงจำของผมที่ยังไม่ลืมเลือน  ถึงแม้เวลาจะผ่านมาถึง 31ปีแล้วก็ตาม..คือการนอนบนหลังคารถสองแถว  ที่นำพวกเรายี่สิบกว่าชีวิตที่เป็นผู้ชายล้วนจากชุมแพ จังหวัดขอนแก่นเพื่อมุ่งหน้าไปยัง.. ภูกระดึง แหล่งท่องเที่ยวที่ยังคงครองเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในปัจจุบัน. .และหลังจากผมเดินขึ้นภูกระดึงในปี 2520 แล้ว



ผู้ตั้งกระทู้ โต :: วันที่ลงประกาศ 2008-03-11 05:10:17


[1] 2 3 ถัดไป >>

ความเห็นที่ 1 (1072029)

       ปีถัดมาในหน้าหนาว.. ต้นเดือนธันวาคม 2521 ..ดอยอ่างขาง จังหวัดเชียงใหม่  เป็นแห่งที่สองที่ผมได้เดินเท้าขึ้นไปยัง ยอดดอย ซึ่งต้องใช้เวลาร่วมสิบชั่วโมง จึงจะถึงที่พักแรมข้างบน   เวลาผ่านไป 26 ปี ..ผมได้มีโอกาส ไปสัมผัสภูกระดึงอีกครั้งหนึ่ง  แต่เปลี่ยนฤดูการเดินทางจากหน้าร้อนเป็นหน้าหนาว..2-5 ธันวาคม 2546  คือเวลาที่ผมแบกกระเป๋าขึ้นภูกระดึง ตอนนั้นผมยังไม่ได้ซื้อเป้  เพิ่งจะซื้อเมื่อเดินขึ้นดอยหลวงเชียงดาว

    ..ผมไม่ได้ตั้งใจที่จะแบกกระเป๋าขึ้นไปเอง แต่เนื่องจากเช้าวันนั้น นักเดินทางหลายพันคน ต้องรอทำเรื่องจ้างลูกหาบกันนานมาก.. น้องที่เพิ่งรู้จักกับผมที่ร้านอาหารใกล้ๆกับทางขึ้นภูกระดึง บอกผมว่าไม่ต้องรอใช้บริการลูกหาบหรอก..เพราะต้องรอนานเป็นชั่วโมง  เดินไปกับเขาดีกว่า..น้องเขามากันสองคน เขาจะช่วยถือกระเป๋า ให้ หากผมแบกขึ้นไปไม่ไหว ตอนนั้นผมนำสัมภาระขึ้นไปเยอะพอสมควร  เพราะคิดว่า เราไม่ต้องแบกเอง จ้างลูกหาบเอา

ผู้แสดงความคิดเห็น โต วันที่ตอบ 2008-03-11 05:11:36


ความเห็นที่ 2 (1074585)

  เวลา เกือบ 6 ชั่วโมงที่ผมต้องใช้ในการเดินทางขึ้นภูกระดึงครั้งที่ 2 ในชีวิต ในวัย 44 ปี แต่ก็สนุกสนาน เพลิดเพลินกับการเดินทางที่ถึงแม้จะยาวนาน และเมื่อยล้าก็ตาม หากเหนื่อยเราก็หยุดพักทุกๆซำ..จะมีอาหาร เครื่องดื่มขายตลอดเส้นทาง..เสน่ห์ของภูกระดึง จึงทำให้ผมอยากหวนกลับไปอีกครั้งเป็นครั้งที่ 3 ในปีนี้ เพื่อไปรำลึกความหลัง

 .30 ปี ภูกระดึง ครั้งนี้ผมตั้งใจในช่วงปลายฝนต้นหนาว คือช่วงเปิดภูกระดึงใหม่ๆ หลังจากปิดมายาวนาน สี่เดือนเต็ม   ..แต่ ช่วงนั้น มีภาระการงานที่ต้องทำ จึงไม่สามารถเดินทางไปภูกระดึงเป็นครั้งที่ 3  ตามที่ได้ตั้งใจไว้ได้..แต่เมื่อลมหนาวหวนมา หัวใจมันเรียกร้องจะไปป่าหน้าหนาวอีกครั้ง เหมือนเช่นสองสามปีที่ผ่านมา

..จะไปภูสอยดาว ถ้าไปคนเดียวก็ลำบากไม่เหมือนภูกระดึง ในที่สุด..ไปห้วยน้ำดัง แล้วต่อไป ปาย และปางอุ๋ง ก่อนจะย้อนกลับมาเชียงใหม่ เพื่อต่อรถไปเชียงรายเพื่อไปชมทะเลหมอกที่สวยที่สุดในเมืองไทยที่ภูชี้ฟ้า   เป็นการเดินทางเพื่อสัมผัสกลิ่นไอลมหนาว..และสายหมอกในหน้าหนาวปีนี้ .ไปเชียงใหม่ก็หลายครั้ง แม่ฮ่องสอน และเชียงราย ก็หลายครา แต่ผมก็ยังไม่เคยไปยังสถานที่ทั้งสี่แห่ง.ผมยังไม่เคยไปแม้แต่ครั้งเดียวในชีวิต   จริงๆ แล้วจุดมุ่งหมายหลัก..คือแบกเป้ไปปาย..แต่ในเมื่อเราจะเดินทางแล้ว ซึ่งปีหนึ่งมีเพียงครั้งเดียว

 

 ..ก็ต้องไปสถานที่ที่อยู่ไม่ไกลจากปายมากนัก ซึ่งก็คือ ห้วยน้ำดังและปางอุ๋งส่วนภูชี้ฟ้า ผมเพิ่งมาตัดสินใจที่จะไปก่อนการเดินทางไม่กี่วัน เนื่องจากผมจะได้ไปแวะหาเพื่อนเก่าที่นั่นด้วย และภูชี้ฟ้า  ก็เป็นสถานที่ที่ผมใฝ่ฝันจะไปชมทะเลหมอกมาเป็นเวลานานแล้ว        

ผู้แสดงความคิดเห็น โต วันที่ตอบ 2008-03-12 04:59:53


ความเห็นที่ 3 (1074593)

เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่ต้องเดินทาง

โดยลำพังคนเดียว และยาวไกลกับเป้ใบโต

เช่นนี้  ..การเดินทางโดยลำพังคนเดียวไปตามป่าเขาที่ผ่านมา ครั้งแรก ไปภูกระดึง

เมื่อหน้าหนาว ปี 2546 ครั้งนั้นถึงจะเดินทางคนเดียวจริงแต่ก็ได้เพื่อนร่วมทาง

ตั้งแต่เริ่มการเดินทาง ตั้งแต่เริ่มขึ้นภูกระดึงแล้ว

 

หลังจากนั้นมาในปี 2547เว้นการเดินทางโดยลำพังไปหนึ่งปี แต่ก็ได้พาครอบครัว

ไปเที่ยวดอยอ่างขาง  ในคืนวันที่อากาศหนาวเหน็บ ประมาณ10 องศา ไปดูทะเลหมอก

ที่ดอยอ่างขาง..ปีรุ่งขึ้น ไปเดินป่าที่ยาวนานครั้งแรกในชีวิต ที่ ดอยลังกาน้อย ลังกาหลวง

และดอยผาโง้ม  ซึ่งหนึ่งในนั้นคือดอยลังกาหลวง มีความสูงติดอันดับหนึ่งในห้า

ของยอดเขาที่สูงที่สุดในเมืองไทยด้วยความสูง 2,031 เมตร

 

ป่าหน้าหนาว ที่นี่งดงามมาก เราเดินป่ากัน 4 วัน  3 คืน เจอทั้งแดดที่แผดเผา

 ลมหนาวที่พัดกรีดผิวกาย..และฝนหลงฤดูที่ตกกระหน่ำในเย็นวันสุดท้าย

ที่เรากำลังจะตั้งค่ายพักแรมที่ดอยผาโง้ม ในเขตจังหวัดเชียงราย

ผู้แสดงความคิดเห็น โต วันที่ตอบ 2008-03-12 05:04:03


ความเห็นที่ 4 (1074594)

หลังจากนั้นเวลาผ่านไป 11 เดือน การเดินทางของผมก็เริ่มขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

ในต้นเดือน พฤศจิกายน 2549 ..  ..ดอยหลวงเชียงดาว ขุนเขาที่สูงตระหง่าน อยู่ที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่  ซึ่งผมใฝ่ฝันจะขึ้นมาตั้งแต่ปี 2522 เมื่อครั้งเรียนหนังสืออยู่ที่นั่น

 คือจุดมุ่งหมายของการเดินทางในครั้งนี้ และครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่ผมต้องแบกเป้ขึ้นดอยโดยไม่จ้างลูกหาบแบกเหมือนปีที่ผ่านมา

 

น้ำหนักเป้อันหนักอึ้ง ที่ส่วนใหญ่จะเป็นขวดน้ำดื่ม เนื่องจากข้างบนดอย ไม่มีน้ำดื่ม

และผมต้องใช้ดื่มระหว่างเส้นทางเดินขึ้นดอย เราเดินขึ้นทาง ..ปางวัว ซึ่งจะสูงและชันกว่าทาง

เด่นหญ้าขัด..การแบกเป้ ขึ้นเขาอันสูงชันไม่ใช่สิ่งที่ง่ายเลย กว่าผมจะทุลักทุเลแบกเป้ขึ้นไปถึงที่พักแรม ที่อ่างสลุง เชิงยอดดอยเชียงดาวได้ ก็ต้องใช้เวลาที่รวมทั้งนั่งพักตลอดเส้นทางด้วยก็ใช้เวลาถึง 13 ชั่วโมง ซึ่งโดยปกติแล้ว เขาจะเดินกัน 6-7 ชั่วโมง

ผู้แสดงความคิดเห็น โต วันที่ตอบ 2008-03-12 05:08:32


ความเห็นที่ 5 (1074612)

 และแล้ว หลังจากวันเวลาผ่านไป 13 เดือน การเดินทางไกลของผมก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

        ..บ่ายแก่ๆของวันรัฐธรรมนูญ..10 ธันวาคม 2550 หลังจากจัดสัมภาระ ที่จะนำไปกับการเดินทางอันยาวนานครั้งนี้ลงในเป้.ที่มันถูกแขวนรอเจ้าของที่จะพามันออกไปสู่โลกกว้างอีกครั้งหนึ่ง เป็นครั้งที่สองหลังจากเวลาผ่านไป 13 เดือน

  ช่วงเวลาปีกับอีกหนึ่งเดือน..หลังจากกลับมาจากดอยหลวงเชียงดาวแล้วผมก็ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวง..ตื่นเช้าขึ้นมาก็ต้องเตรียมตัวไปทำงาน เนื่องจากเส้นทางที่จะเดินทางไปยังที่ทำงาน การจราจรติดขัดมากผมจึงต้องออกเดินทางแต่เช้า..และกว่าจะกลับมาถึงบ้านก็มืดค่ำแล้ว

  หลังจากเหนื่อยล้า กับชีวิตการงานมาปีเต็มๆ.ผมก็ได้เวลาที่จะเดินทางไปชาร์ทแบตเตอรี่ให้กับชีวิตอีกครั้งหนึ่ง เหมือนเช่นสองสามปีที่ผ่านมา

ผู้แสดงความคิดเห็น โต วันที่ตอบ 2008-03-12 05:13:02


ความเห็นที่ 6 (1080005)

        เป้ใบเดิม..รองเท้าคู่เก่า ที่ผมเคยใช้เมื่อครั้งไปดอยหลวงเชียงดาวเมื่อลมหนาวพัดผ่านมาในปีที่แล้วก็ถูกปัดฝุ่นนำมาใช้อีกครั้งหนึ่ง แต่การเดินทางของผมในครั้งนี้..ตลอดการเดินทาง 8 วัน 7 คืน ผมจะต้องใช้ชีวิตเดินทางโดยลำพังคนเดียวตลอด  ไม่เหมือนกับการเดินทางในปีที่แล้ว ที่ผมเดินทางไปกับนักเดินทางหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่งที่เขาและเธอเดินมุ่งหน้าสู้ดอยหลวงเชียงดาว ..ขุนเขาที่มีความสูงเป็นอันดับที่  3 ของเมืองไทยที่ความสูง 2,225 เมตร ..ซึ่งถ้าเทียบกับ ภูกระดึงแล้ว ดอยหลวงเชียงดาวจะสูงกว่าภูกระดึงเท่าตัว ภูกระดึงมีความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 1,288 เมตร

        การเดินทางสู่ดอยหลวงเชียงดาว ดอยที่สูงตระหง่านท้าลมแดด ลมฝน และสายลมหนาวมายาวนาน ที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ว่านานสักเท่าใด..เมื่อลมหนาวหวนมาในปีที่ผ่านมานั้น ผมเดินทางโดยเครื่องบินเดินทางหลังจากสนามบินสุวรรณภูมิเปิดใช้งานได้ไม่กี่วัน

         แต่มาปีนี้ผมเปลี่ยนการเดินทาง..จากเครื่องบินมาเป็นรถไฟแทน ผมเพิ่งไปซื้อตั๋วรถไฟ ก่อนออกเดินทางไม่กี่วัน ..ขาไปได้รถด่วนนครพิงค์ ออกจากหัวลำโพง หกโมงเย็น แต่ขากลับที่นั่งเต็ม เลยต้องกลับรถด่วนอีกขบวนหนึ่ง ซึ่งออกจากเชียงใหม่ในตอนสี่โมงครึ่งในขณะที่รถด่วนนครพิงค์ ออกช้ากว่านั้นเล็กน้อยราคาจะต่างกันอยู่นิดหนึ่ง .รถด่วนนครพิงค์ราคา 881 บาท ส่วนรถด่วนอีกขบวนหนึ่ง ราคา 841 บาท

   ผมคิดว่าการเดินทางโดยรถไฟ มันได้บรรยากาศ ได้พบปะ พูดคุยกับนักเดินทางทั้งชาติเดียวกัน และต่างชาติต่างภาษา แต่นักเดินทางบางคนก็ไม่ชอบ เพราะใช้เวลาการเดินทางที่ยาวนานถ้าเทียบกับเครื่องบิน ซึ่งเดี๋ยวนี้ราคาไล่เลี่ยกัน ไปเชียงใหม่ รถด่วนนครพิงค์ใช้เวลา13 ชั่วโมงเศษแต่เครื่องบินใช้เวลาเดินทางเพียงชั่วโมงเศษๆ..ถึงแม้การพูดภาษาอังกฤษผม จะงูๆ..ปลาๆแต่ผมก็นั่งคุยกับนักเดินทางต่างชาติ ต่างภาษาได้เป็นชั่วโมง..อย่างไปปาย คราวนี้ ก็ได้เจอกับนักเดินทางชาวแคนาดาคนหนึ่งเรานั่งคุยกันเป็นชั่วโมงที่บ้านต้นไม้ ปาย รีสอร์ทซึ่งอยู่ห่างจากปายนับสิบกิโล

ผู้แสดงความคิดเห็น โต วันที่ตอบ 2008-03-14 18:16:54


ความเห็นที่ 7 (1080008)

..ผมแบกเป้ขึ้นรถเมล์ปรับอากาศสาย 516 และมาต่อรถแท็กซี่ที่หน้าห้างพาต้าอีกทีหนึ่ง เพื่อจะไปยังหัวลำโพง ตอนแรกผมตั้งใจจะไปโดยรถไฟฟ้าใต้ดิน โดยไปลงที่สถานีจตุจักร แต่ปรากฏว่าผมคลาดกับรถเมล์ปรับอากาศสาย 134 หวุดหวิด ..หลังจากรถเมล์สาย 134 ลับตาผมไปไม่นาน รถเมล์สาย 516 ก็วิ่งมาจอดที่ป้ายรถเมล์ ผมกระโดดขึ้นรถเมล์สายดังกล่าว เพื่อมุ่งสู่เส้นทางสายฝันต่อไป ผมลงจากรถเมล์ที่หน้าห้างพาต้า แล้วเรียกรถแท็กซี่ต่อไปยังหัวลำโพง ซึ่งอยู่ห่างจากพาต้าไม่ไกลนัก

  ในระหว่างที่ผมนั่งอยู่ในรถแท็กซี่ คนขับแท็กซี่เล่าให้ฟังว่า เมื่อสามปีที่แล้ว ฝรั่งจากเยอรมัน 4 คน มาเที่ยวเมืองไทย และให้เขาพาเที่ยว โดยพวกเขาจะมาเที่ยวไทยหนึ่งเดือน 15 วันแรกในช่วงปลายธันวาคมถึงต้นปีใหม่ พวกเขาจะไปพักที่เกาะพีพี   ส่วน 15 วันหลังพวกเขาจะไปเที่ยวทางเหนือกัน แต่ปรากฏว่าเขาไม่ได้จองที่พักมาล่วงหน้า ที่เกาะพีพี ช่วงปลายเดือนธันวาคม ที่พักเต็มหมด คนขับแท็กซี่เลยบอกว่า งั้นไปเที่ยวเหนือก่อนก็แล้วกัน แล้วค่อยลงไปเกาะพีพี ..พวกเขาจึงตัดสินใจตามคำแนะนำของคนขับแท็กซี่

    ขณะที่พวกเขาเที่ยวกันอยู่ที่เชียงราย หลังจากนอนเชียงใหม่ได้สองคืน ก่อนปีใหม่ไม่กี่วัน พวกเขากลับมาถึงโรงแรมที่พักที่เชียงราย เห็นผู้คนกำลังจ้องดูทีวีจอยักษ์ ที่ติดตั้งอยู่หน้าโรงแรม..ภาพคลื่นยักษ์ กำลังซัดโหมกระหน่ำชายหาดที่งดงามของเมืองไทย ตลอดจนเกาะพีพี ที่เขาจะไปในตอนแรก พินาศเป็นหน้ากลอง..พวกเขาเหมือนตายแล้ว เกิดใหม่

     พวกเขาขอบคุณคนขับรกแท็กซี่..แต่คนขับเขาบอกว่า ไม่ต้องขอบคุณเขาหรอก ดวง You ยังไม่ถึงที่ตายต่างหาก นี่ถ้าที่พักไม่เต็ม You คงพักที่เกาะพีพี ..แล้วอะไรจะเกิดขึ้นกับ You..ผมนั่งฟังคนขับแท็กซี่เล่าให้ผมฟัง แล้วรู้สึกขนลุก..

 

ผู้แสดงความคิดเห็น โต วันที่ตอบ 2008-03-14 18:19:19


ความเห็นที่ 8 (1080010)

ผมมาถึงสถานีรถไฟหัวลำโพง ที่ผมมาถึงที่นี่ครั้งแรกเมื่อปี 2518..ตอนนั้นผมนั่งรถไฟชั้น 3มากับพ่อผม..นอนแทบไม่หลับเลย เพราะเรานั่งชั้น 3..รถไฟออกจากสถานีพัทลุงตอนบ่ายสองโมงกว่าๆ กว่าจะมาถึงหัวลำโพงก็ประมาณสิบโมงเช้า ใช้เวลาในการเดินทางเกือบยี่สิบชั่วโมง..ผมมาถึงก่อนรถด่วนนครพิงค์ออกจากสถานีประมาณชั่วโมงเศษ

   ..ยังมีเวลาเหลือพอที่จะไปหาซื้ออาหารเครื่องดื่มมากินบนรถไฟ ผมนำเป้ไปเก็บไว้ในโบกี้รถไฟก่อน และเดินไปซื้อเบียร์กระป๋อง3-4 กระป๋องตอนนั้นห้าโมงเย็นแล้ว ร้านค้าจึงสามารถจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้..การเดินทางคนเดียว ถ้าไม่มีอะไรทำ มันก็รู้สึกเหงาๆ เหมือนกัน ..การดื่มเบียร์และอ่านหนังสือที่เราชอบไปบนรถไฟ มันทำให้คลายเหงาได้ดี

ผู้แสดงความคิดเห็น โต วันที่ตอบ 2008-03-14 18:21:36


ความเห็นที่ 9 (1080014)

ผมตีตั๋ว รถนอนเตียงล่าง ปรับอากาศ ชั้น 2ผมไม่ชอบนอนเตียงบนเพราะรู้สึกว่ามันอึดอัด  ขณะที่รถด่วนเคลื่อนออกจากหัวลำโพง ผู้ที่ซื้อตั๋วเตียงบนยังไม่มาขึ้นรถ ผมเดาเอาว่า คงจะขึ้นรถไม่แถวบางซื่อ ก็แถวสามเสน หรือไม่ก็อาจจะเป็นดอนเมือง ..แต่ผมก็เดาผิด ผู้ที่ซื้อตั๋วเตียงบนเอาไว้ ขึ้นที่สถานีอยุธยา ซึ่งตอนที่รถด่วนวิ่งไปถึง ก็ประมาณสองทุ่ม หลังรถออกไปแล้วสองชั่วโมง

        เธอเป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้..เรียนอยู่ปี 1 แต่บ้านอยู่สระบุรี ..พ่อแม่เธอมาส่งขึ้นรถไฟที่อยุธยา ก่อนหน้าที่เธอจะขึ้นมาบนขบวนรถไฟ ผมนั่งคุยกับเพื่อนร่วมทางอีก 2 คน ซึ่นั่งฝั่งตรงข้ามกับผม คนหนึ่งเป็นผู้หญิงรุ่นราวคราวเดียวกับผม เป็นคนเชียงใหม่แต่ไปเยี่ยมลูกที่กรุงเทพ อีกคนเป็นผู้ชาย เพิ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัยมา แบกเป้มาเที่ยวเชียงใหม่เช่นเดียวกับผม

ผู้แสดงความคิดเห็น โต วันที่ตอบ 2008-03-14 18:23:53


ความเห็นที่ 10 (1080016)

วันที่สองของการเดินทาง..

      ผมมารู้สึกตัวอีกที ก็เกือบจะรุ่งสางแล้ว หลังจากนอนหลับยาวไปตั้งแต่สี่ทุ่ม รถด่วนนครพิงค์กำลังวิ่งฝ่าความมืดไปข้างหน้าอย่างช้าๆ หลังจากผมตื่นนอนได้ไม่นาน รถด่วนก็วิ่งมาถึงสถานีลำปาง เหลือเวลาอีกไม่ถึงสามชั่วโมง ก็จะถึงจุดหมายปลายทาง คือสถานีรถไฟเชียงใหม่

       ผมนอนต่อไปไม่หลับแล้ว จึงตื่นขึ้นมาเขียนบันทึกการเดินทางและอ่านหนังสือที่พกติดตัวมาจนกระทั่งเวลาเจ็ดโมงกว่าเล็กน้อย รถด่วนขบวนนี้ก็วิ่งเข้าจอดชานชลาสถานีเชียงใหม่โดยสวัสดิภาพ..ผมยังจำได้ดี เมื่อปี 2521 รุ่นพี่ที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มาต้อนรับน้องๆที่เดินทางมาจากกรุงเทพอย่างอบอุ่น..และที่สถานีเดียวกันนี้ เมื่อตอนผมเรียนอยู่ปีที่สองในตอนเช้าวันหนึ่ง ผมมาส่งเพื่อนขึ้นรถไฟกลับกรุงเทพ

      ในขณะที่ผมกำลังเดินออกจากสถานีเพื่อกลับมหาวิทยาลัย ..มีผู้หญิงสาวคนหนึ่งยิ้มให้ผม..ผมพยายามนึกว่าเป็นใครแต่ก็นึกไม่ออกเธอมากับญาติมาจากกรุงเทพ..จนเธอเดินเกือบจะลับตาผมไป ผมเลยนึกขึ้นมาได้ เธอไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นเพื่อนเรียนสมัยอยู่มัธยมปลายที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา..ถ้าเอ่ยชื่อทุกคนคงจะรู้จักเธอเป็นอย่างดี..หมอนลินิ ไพบูลย์ เจ้าของกิฟฟารีนชื่อเล่นเธอชื่อ ต้อย ผมเลยรีบเดินไปทักทายเธอ และขอโทษเธอว่าตอนแรกผมจำเธอไม่ได้จริงๆ เพราะผมไม่ได้เจอเธอมาสองสามปีแล้ว ตอนที่ผมเจอเธอ เธอเรียนแพทย์อยู่ที่จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย..

ผู้แสดงความคิดเห็น โต วันที่ตอบ 2008-03-14 18:25:29


ความเห็นที่ 11 (1084975)

ผมแบกเป้ ออกไปหน้าสถานีเพื่อจะต่อรถสองแถวไปยังสถานีขนส่งจังหวัดเชียงใหม่หรือที่เรียกกันติดปากว่า..อาเขตสมัยผมเรียนหนังสืออยู่ที่นี่ สถานีขนส่งอยู่แถวประตูช้างเผือก เวลาผมจะไปดอยอ่างขาง ผมจะต้องมาขึ้นรถที่นี่ เดี๋ยวนี้เชียงใหม่เจริญขึ้นมาก ไม่เหมือนเมื่อเกือบสามสิบปีที่แล้ว

     อำเภอในจังหวัดเชียงใหม่ผมไปเยือนมาเกือบหมดแล้ว มีอยู่สองอำเภอที่ผมไม่เคยไป คืออมก๋อย กับแม่แจ่มเมื่อครั้งสอบบรรจุเข้ารับราชการเมื่อปี 2527 ..มีตำแหน่งว่างที่โรงพยาบาลอมก๋อย และผมเกือบจะเลือกลงไปแล้ว แต่บังเอิญผมไปเจอเพื่อนเก่าสมัยเรียนเตรียม เขาก็เลยชวนผมไปอยู่โรงพยาบาลบุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี ไปทำงานได้เกือบสองปีก็ย้ายเข้ามาในเมืองหลวงจนถึงทุกวันนี้

หลังจากไปถึงอาเขต ผมก็ไปที่คิวรถตู้ปายทันที เพื่อจะไปซื้อตั๋วรถไปลงยังห้วยน้ำดังขณะนั้นเวลาประมาณเจ็ดโมงครึ่ง ผมได้ตั๋วเที่ยว     08.30 น.ยังเหลือเวลาอีกชั่วโมงเศษ รถจะออก ผมไปหาอาหารเช้ากินก่อนเนื่องจากตั้งแต่เช้ายังไม่ได้กินอะไรเลย

     อาหารที่นี่ราคาค่อนข้างแพงเหมือนกัน ข้าวหมูแดงพิเศษราคาจานละ 40 บาท หลังจากผมกินข้าวเรียบร้อยแล้ว ผมก็ไปหาซื้ออาหารตุนไว้เพื่อจะไปกินที่ห้วยน้ำดัง เนื่องจากผมไม่รู้ว่าที่นั่นเขามีอาหารหรือไม่ ถ้าไม่มีขาย และผมไม่เอาไป ผมก็อด..

     ได้เวลารถตู้เคลื่อนออกจากอาเขตแล้ว รถตู้คันนี้กำลังจะนำผมไปสู่ป่าเขา..ห้วยน้ำดังคือสถานที่ที่ผมจะลง ราคาตั๋วโดยสาร 150 บาท เท่ากับไปปาย ในรถคันนี้ส่วนใหญ่จะเป็นนักเดินทางชาวไทย ฝรั่งจะไปรถอีกคัน เป็นรถบัสปรับอากาศ นั่งสบาย เขาเรียกว่า Golden  Dragon

 

ผู้แสดงความคิดเห็น โต วันที่ตอบ 2008-03-17 12:55:17


ความเห็นที่ 12 (1089984)

 

รถตู้วิ่งมุ่งหน้าไปทางอำเภอแม่ริม วิ่งผ่านแม่ริมเข้าสู่อำเภอแม่แตง  ก่อนจะเลี้ยวซ้ายไปตามถนนสายแม่มาลัย -ปาย เส้นทางที่รถตู้วิ่งผ่านหลังจากเลี้ยวซ้ายไปทางปายแล้ว จะวกวนและคคเคี้ยวตลอด ก่อนเดินทางผมซื้อยาแก้เมารถกินกันเอาไว้ก่อน

 รถวิ่งผ่านปากทางเข้าโป่งเดือด และป่าแป๋ซึ่งผมเคยมาเยือนที่นี่ครั้งหนึ่งเมื่อเกือบสามสิบปีที่แล้วตอนนั้นสองข้างทางแทบไม่มีบ้านคน ต้องนั่งรถยนต์ลุยน้ำ ไป คืนที่ผมพักที่โป่งเดือดอากาสหนาวมากต้องผิงไฟเกือบตลอดทั้งคืน

  หลังจากเวลาผ่านไปสองชั่วโมงเศษ 10.30 น.รถตู้ก็วิ่งมาจอดสนิทที่ปากทางเข้าอุทยานห้วยน้ำดังซึ่งอยู่ทางขวามือ..มีผมลงที่นั่นคนเดียว ที่เหลือไปลง ปายกันหมด.ทันทีที่ผมลงจากรถ ผมเริ่มสัมผัสกับอากาศที่ค่อนข้างหนาว ถึงแม้ตอนนั้นจะใกล้ห้าโมงเช้าแล้ว

ผู้แสดงความคิดเห็น โต วันที่ตอบ 2008-03-19 16:34:49


ความเห็นที่ 13 (1089991)

ผมแบกเป้ ข้ามถนนไปยังฝั่งตรงกันข้าม ต้องไปเสียเงินที่ด่านของอุทยานก่อนจึงจะเข้าไปได้ระยะทางจากปากทางไปถึงจุดที่กางเต็นท์ไม่ใกล้เลย  6กิโลเมตร ถ้าหากเดินไปเรื่อยๆก็คงต้องใช้เวลานาน เพราะมีเป้ใบโต สะพายอยู่ข้างหลัง

 ผมถามเจ้าหน้าที่ เขาบอกว่าไม่ต้องเดินเข้าไปหรอก เดี๋ยวติดรถนักท่องเที่ยวเข้าไปก็ได้ เดี๋ยวเขาจะฝากให้ไป ผมรู้สึกขอบคุณเจ้าหน้าที่คนนั้นเป็นอย่างมากก่อนที่ผมจะได้อาศัยรถ คนไทยผู้ใจดีเข้าไป หลังจากรถตู้ที่ผมนั่งมามาจอดได้ไม่นาน รถบัสที่เขาเรียกกันว่า โกลเด้น ดราก้อน ก็มาจอด..ก่อนหน้านี้ ผมเห็นรถคันนี้จอดอยู่ที่อาเขต ติดกับรถตู้ที่ผมนั่งมา

  ผมเห็นผู้ชายคนหนึ่ง ลงมาจากรถ และแบกเป้เดินตรงมายังทางเข้าอุทยานเช่นเดียวกับผมแต่หลังจากเขาจ่ายเงินค่าเข้าอุทยานแล้ว เขาก็แบกเป้เดินตรงไปข้างหน้าทันที โดยไม่รอรถโบกอย่างผม ผมคิดว่า ถ้าผมรอนาน แล้วไม่สามารถไปรถโบกได้ ผมก็จะแบกเป้ เดินเข้าไปเช่นเดียวกับผู้ชายคนนี้

ผู้แสดงความคิดเห็น โต วันที่ตอบ 2008-03-19 16:36:16


ความเห็นที่ 14 (1090004)

หลังจากผู้ชายคนนั้น เดินเข้าไปไม่นาน ก็มีรถปิคอัพคันหนึ่งวิ่งเข้าอุทยาน ระหว่าจอดเสียค่าธรรมเนียม เจ้าหน้าที่ก็บอกว่า ให้ผมไปกับรถคันนี้ ผมรู้สึกขอบคุณเจ้าหน้าที่คนนั้นมาก รถวิ่งไปสักพัก ก็จอดหน้าผู้ชายที่แบกเป้ที่กำลังเดินอยู่ และคนขับก็บอกให้ขึ้นรถไปกับผม

   ต่างคน ก็ต่างมาคนเดียวผมคุยกับชายคนนั้น เขาอายุอ่อนกว่าผมประมาณ สิบปี เขาทำงานในเมืองหลวงเช่นเดียวกับผม จะต่างกันก็ตรงที่ผมรับราชการ ส่วนเขาทำงานส่วนตัว เขาเคยมาห้วยน้ำดังสองสามครั้งแล้ว ..เราคุยไปตลอดทางจนรถวิ่งเข้าไปจอดหน้าที่ทำการอุทยาน

   ผมขอบคุณคนขับผู้ใจดี และลงมาจากรถ ก่อนมาถึงห้วยน้ำดังผมจะเช่าเต้นท์ของอุทยานนอน แต่น้องผู้ชายคนนั้นเขาบอกว่า..พี่นอนเต็นท์ผมก็ได้ แล้วเขาก็เดินไปเสียค่าธรรมเนียมการกางเต็นท์คนละ 30 บาท รวม 60 บาท

    เวลา ที่ผมไปถึงห้วยน้ำดังเป็นเวลาประมาณ ห้าโมงเช้า.อากาศเย็น ผมมองดูไปรอบตัว เห้นแต่เต็นท์ของอุทยานกางอยู่ สีเดียวกันหมด แต่แทบไม่มีเต็นท์ของนักท่องเที่ยวเลย เขาคงกลับออกไปหมดแล้ว คืนก่อนหน้าที่ผมไป3-4 วันที่นี่เต็มไปด้วยนักเดินทาง เพราะเป็นวันหยุดติดต่อกันสามวัน  จุดกางเต็นท์เต็มไปด้วยเต็นท์หลากสีของนักเดินทาง แต่วันนี้ วันที่ผมไปถึงแทบไม่เหลือเต็นท์หลากสีเลย..ผมรู้สึกเหงาขึ้นมานิดๆ 
ผู้แสดงความคิดเห็น โต วันที่ตอบ 2008-03-19 16:42:20


ความเห็นที่ 15 (1105555)

เที่ยงแล้ว อากาศรอบตัวยังเย็นอยู่ อุณหภูมิประมาณ 18-19 องศา หลังจากผมกินข้าวเที่ยงที่ซื้อติดตัวมาจากอาเขต เรียบร้อยแล้ว ผมก็เดินไปสำรวจอาณาบริเวณรอบๆ โดยผมเดินลงไปทางพระตำหนักทางที่จะไปยังจุดชมทะเลหมอกก่อน

       ผมเดินผ่าน ทางขึ้นพระตำหนักเอื้องเงิน ซึ่งเป็นที่ประทับแรมของสมเด็จพระพี่นางฯซึ่งจะเสด็จมาประทับแรมที่นี่ในช่วงเดือนมกราคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ดอกไม้บานสะพรั่งเต็มที่รับลมหนาวที่มาเยือนทุกปี

       ก่อนจะถึงทางขึ้นพระตำหนัก ผมเดินผ่านต้นพญาเสือโคร่งต้นใหญ่ ที่ตอนนี้ดอกสีชมพูบานสะพรั่งตัดกับสีน้ำเงินเข้มของท้องฟ้าเหนือห้วยน้ำดังในวันที่ผมไปเยือน ดูแล้วทำให้มีชีวิตชีวาทำให้หายเหงาขึ้นมาได้บ้าง ดูแล้วผมรู้สึกว่าโลกนี้ดูสดใส และสวยงามยิ่งนัก

ผมเดินไปหยุด ตรงปากทางขึ้นพระตำหนักเอื้องเงิน ก่อนที่จะเดินย้อนกลับมาทางเดิม ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณบ่ายสองโมง ซึ่งถ้าอยู่ในเมือง เวลาป่านนี้ คงจะร้อนน่าดู แต่ที่นี่ ห้วยน้ำดัง อากาศในช่วงเดือนธันวาคม ช่างดีเสียเหลือเกิน วันนั้นค่อนข้างจะไร้ผู้คนผมเพลิดเพลินกับธรรมชาติรอบข้างจนกระทั่งผมเดินกลับมาที่เต็นท์ ก่อนจะเดินสำรวจไปอีกเส้นทางหนึ่ง คนละด้านกับพระตำหนักและบ้านพัก ผมเดินลงไปอาบน้ำที่ห้องน้ำที่อยู่ใกล้ๆกับที่พัก เดินลงจากเนินเขาไปไม่ถึง หนึ่งร้อยเมตร ห้องน้ำค่อนข้างสะอาด แต่ถ้าเป็นหน้าเทศกาล ก็คงจะสะอาดน้อยกว่านี้


 

ผู้แสดงความคิดเห็น โต วันที่ตอบ 2008-03-28 16:29:54


ความเห็นที่ 16 (1105563)

ผมเดินไปหยุด ตรงปากทางขึ้นพระตำหนักเอื้องเงิน ก่อนที่จะเดินย้อนกลับมาทางเดิม ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณบ่ายสองโมง ซึ่งถ้าอยู่ในเมือง เวลาป่านนี้ คงจะร้อนน่าดู แต่ที่นี่ ห้วยน้ำดัง อากาศในช่วงเดือนธันวาคม ช่างดีเสียเหลือเกิน วันนั้นค่อนข้างจะไร้ผู้คนผมเพลิดเพลินกับธรรมชาติรอบข้างจนกระทั่งผมเดินกลับมาที่เต็นท์ ก่อนจะเดินสำรวจไปอีกเส้นทางหนึ่ง คนละด้านกับพระตำหนักและบ้านพัก ผมเดินลงไปอาบน้ำที่ห้องน้ำที่อยู่ใกล้ๆกับที่พัก เดินลงจากเนินเขาไปไม่ถึง หนึ่งร้อยเมตร ห้องน้ำค่อนข้างสะอาด แต่ถ้าเป็นหน้าเทศกาล ก็คงจะสะอาดน้อยกว่านี้


..ผมตักน้ำจากขันแล้วรดน้ำผ่านร่างกาย..มันช่างเย็นเฉียบดีเหลือเกิน ทำให้ผมหวนคิดถึงเมื่อครั้งที่ผมอาบน้ำที่ภูกระดึงในช่วงต้นเดือนธันวาคม 2546 ..ผมรู้สึกว่ามันหนาวพอๆกัน จะต่างกันตรงที่วันนั้นที่ภุกระดึง ผมต้องรอคิวอาบน้ำในตอนบ่ายสองโมง แต่ที่นี่ ผมไม่ต้อง ขณะที่ผมอาบน้ำ ห้องน้ำทุกห้องว่างเปล่า ไม่มีนักเดินทางมาใช้บริการ ..แต่ก่อนหน้าที่ผมจะมาเยือนไม่กี่วัน ..นักเดินทางต้องรอคิวกันเข้าห้องน้ำ

ผู้แสดงความคิดเห็น โต วันที่ตอบ 2008-03-28 16:33:49


ความเห็นที่ 17 (1105572)

ใกล้พระอาทิตย์ตกดินแล้ว นักเดินทางเริ่มหนาตาขึ้น เต็นท์หลากสีถูกกางในบริเวณที่ทางอุทยานกำหนดให้กาง ทำให้บรรยากาศที่เคยดูหงอยเหงาในตอนก่อนเที่ยง เริ่มมีชีวิตชีวามากขึ้น    ผมไปนั่งรอดูดวงตะวันตกดินที่ร้านสวัสดิการอีกร้านหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้ๆกันกับร้านแรก แต่ต่างกันตรงที่ร้านแรกขายไม่ขายอาหารตามสั่ง ขายแต่พวกบะหมี่สำเร็จรูป และกาแฟ ..ผมสั่งข้าวสองกล่อง กล่องหนึ่งผมกินเอง ส่วนอีกกล่องหนึ่งผมนำไปฝากน้องผู้ชาย คนที่เพิ่งรู้จักกันในช่วงเช้า    ผมสั่งข้าวกะเพรา ราคาจานละ 40 บาทแต่ถ้าเป็นข้าวราดไข่เจียวก็จานละ 35 บาท ร้านจะปิดประมาณค่ำๆ วันที่ผมไปไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยว จึงปิดร้านเร็วหน่อย ..อากาศเริ่มเย็นลงตามลำดับ ที่นี่อากาศหนาวกว่าภูกระดึงเนื่องจากอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 1600 เมตร

ส่วนที่ภูกระดึง มีความสูง 1,288 เมตร ที่ห้วยน้ำดังเมื่อช่วงวันที่ 30 พฤศจิกายน- 1ธันวาคมที่ผ่านมา อุณหภูมิลดลงเหลือ 7 องศา แต่ในคืนวันที่ผมพักที่นั่น ตอนสี่ทุ่มอยู่ที่ 11 องศา ซึ่งถือว่าไม่หนาวมาก

พระอาทิตย์ตกที่นี่ ถึงแม้จะไม่สวยเหมือนที่ผาหล่มสัก ภูกระดึง หรือที่ดอยลังกาน้อย หรือดอยหลวงเชียงดาวที่ผมเคยไปเยือน แต่ผมก็ประทับใจกับบรรยากาศยามเย็นที่ห้วยน้ำดังแห่งนี้ ..หลังจากพระอาทิตย์ตก รัตติกาลก็เริ่มเข้ามาเยือน ผมเดินกลับไปที่เต็นท์ ขณะนั้น..มงคล น้องผู้ชายที่ผมเพิ่งรู้จักกำลังสาละวนอยู่กับการปรุงอาหารมื้อเย็นอยู่ ณบริเวณเต็นท์ที่พัก มีนักเดินทางที่เพิ่งเดินทางมาถึงเพียงสองสามเต็นท์ แต่ก็ไม่ได้อยู่ติดกัน เต็นท์หนึ่งเขามาจากปางอุ๋ง เขามากันสองคนกับแฟน เขาบอกว่าที่ปางอุ๋ง คนเยอะมาก และหนาวสู้ที่ห้วยน้ำดังไม่ได้..ปางอุ๋ง อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 1300 เมตร

ผู้แสดงความคิดเห็น โต วันที่ตอบ 2008-03-28 16:36:39


ความเห็นที่ 18 (1105575)

ยิ่งตะวันใกล้จะตกดิน นักเดินทางก็ยิ่งหลั่งไหลเข้ามาเรื่อยๆ ส่วนใหญ่แล้ว ถ้ามาในตอนนี้ ก็จะมาพักค้างคืนในเต็นท์กัน เพื่อเตรียมตัวจะตื่นขึ้นมาชมทะเลหมอกในเช้าวันรุ่งขึ้น แต่ก็ยังมีนักเดินทางหนุ่มสาวอีกจำนวนไม่น้อยที่เดินทางมาถึงในตอนเช้าเลย โดยเดินทางมาจากกรุงเทพ หรือเชียงใหม่ หรือจากปาย ก็สุดแล้วแต่

       เช้าวันที่ดูทะเลหมอก ตอนตีห้าเศษ หลังจากผมตื่นนอนขึ้นมาจากเต็นท์ ผมเจอกับนักเดินทางหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่ง ที่ออกเดินทางมาจากกรุงเทพฯ โดยจุดมุ่งหมายปลายทางเขาอยู่ที่ ปาย แต่เขาจะแวะชมทะเลหมอกที่นี่ก่อน แล้วค่อยเดินทางสู่ปาย เพราะที่ห้วยน้ำดัง ทะเลหมอกจะเป็นจุดดึงดูดนักเดินทาง เช่นเดียวกับภูชี้ฟ้า ถ้ามาตอนสายๆ ก็จะไม่เจอกับทะเลหมอกที่อ้อยอิ่งอยู่กับทะเลขุนเขา ท่ามกลางอากาศที่หนาวจับใจในช่วงเดือนธันวาคม

ผู้แสดงความคิดเห็น โต วันที่ตอบ 2008-03-28 16:38:47


ความเห็นที่ 19 (1105598)

นี่ถ้าผมไม่เจอกับมงคล ที่เขาชวนผมพักด้วยกันในตอนเช้า ผมคงจะเช่าเต็นท์อุทยานนอนที่จุดทางขวามือของอุทยาน ซึ่งมีนักเดินทางตั้งเต็นท์พักกันเป็นจำนวนมากเพราะการนอนคนเดียวในที่ที่ไม่ค่อยมีใครนอนนั้น ผมรู้สึกกลัวๆ เหมือนกัน  

   เพราะตรงที่ที่ผมนอน จะมีต้นไม้อยู่เรียงราย ซึ่งจะร่มรื่นในตอนกลางวัน แต่กลางคืน จะดูเหมือนพักอยู่ในป่า แต่ถ้าไปพักที่จุดกางเต็นท์อื่น กลางวันจะร้อน เพราะไม่มีต้นไม้ปกคลุม แต่กลางคืนจะเหมาะกับการนั่งดูดาวระยิบระยับ บนท้องฟ้า หากคืนนั้นเป็นคืนเดือนแรม แต่ถ้าหากเป็นคืนเดือนหงาย ก็จะมานอนชมแสงจันทร์ในคืนที่เหน็บหนาวกัน

ผู้แสดงความคิดเห็น โต วันที่ตอบ 2008-03-28 16:51:35


ความเห็นที่ 20 (1105610)

หลังจากอาหารเย็นผ่านไปสักพักหนึ่ง ผมรู้สึกว่าอากาศเริ่มหนาวขึ้นๆ ผมเดินไปหยิบวิสกี้แบล็ค เลเบิลที่ผมนำติดตัวมาจากเมืองหลวง ผมชวนมงคลมานั่งดื่มด้วย แต่มงคลเขาบอกว่าเขาไม่ดื่ม  ผมเลยต้องนั่งจิบเหล้าอยู่โดยลำพังเพียงคนเดียว ไม่มีน้ำแข็ง ไม่มีโซดา เทเหล้าใส่ฝา แล้วก็ยกขึ้นเทเหล้าใส่ปาก นี่ถ้าอยู่ในเมืองแล้วนั่งดื่มเหล้าคนเดียว บางคนเขาจะบอกว่าอกหักมาหรือเปล่า จึงมาดื่มเหล้าคนเดียวอย่างนี้   เหล้าเพียวๆ ช่วยแก้หนาวได้เป็นอย่างดีถึงแม้อุณหภูมิจะลดลงมาอยู่ที่ 11 องศา ในตอนสามทุ่มกว่าๆแต่แอลกอฮอล์ในร่างกายก็ช่วยให้เราคลายความหนาวได้ระดับหนึ่ง

 

ระหว่างที่ผมนั่งจิบเหล้าอยู่นั้น ..ผมได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดินมาทางที่ผมนั่งอยู่ และได้ยินเสียงพูดขึ้นมาว่า..พี่ที่มาคนเดียวโดยรถไฟ นั่งอยู่ตรงไหน..ผมได้ยินเสียงเขาก็เลยพูดขึ้นมาว่า ผมอยู่ตรงนี้ เขาเอากับแกล้ม มาให้เป็นปลาหมึกย่าง ที่เขาปิ้งที่เต็นท์ แล้วเขายังบอกต่อว่า..เดี๋ยวเขากินข้าวกับแฟน เขาก่อน แล้วเขาจะมานั่งดื่มเป็นเพื่อนด้วย ผมคิดว่าที่เขาพูดเช่นนั้น เพราะเขาเห็นผมนั่งดื่มอยู่คนเดียว

      มงคลเพื่อนร่วมทาง ที่ผมเพิ่งรู้จักหลับไปนานแล้ว เขาบอกว่าเมื่อคืนเขานั่งรถทัวร์มาจากกรุงเทพฯ เขานอนไม่ค่อยหลับ เขาจึงต้องขอตัวไปนอนก่อน ..ผมนั่งมองดูดาวสุกสกาวบนท้องฟ้า อย่างมีความสุข คืนนี้เป็นคืนเดือนมืดลมหนาวยังคงพัดผ่านผิวกายผมอย่างแผ่วเบา ผมสังเกตเห็นหิ่งห้อย2-3 ตัวมาบินอยู่ตรงหน้าผม ผมแปลกใจ ที่บนภูเขา ก็มีหิ่งห้อยด้วยหรือ เพราะตั้งแต่ผมเที่ยวป่า เขามาผมยังไม่เคยพบเจอหิ่งห้อยเลย

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น โต วันที่ตอบ 2008-03-28 16:56:50


ความเห็นที่ 21 (1105616)
ก่อนที่ผมจะเข้าไปนอนในเต็นท์ ในเวลาประมาณสี่ทุ่ม ในตอนบ่ายสองโมงวันนั้น
ผมเดินไปสำรวจรอบๆบริเวณที่กางเต็นท์ โดยผมเดินไปทางซ้ายมือของที่กางเต็นท์
ซึ่งมีเต็นท์ของอุทยาน กางเรียงรายไปตลอด

จนกระทั่ง ผมเดินมาเกือบสุดที่กางเต็นท์ ผมสังเกตุเห็น มีเชือกขาวๆ
คล้ายสายสิญจน์ ขึงอยู่รอบเต็นท์ ประมาณ 4-5 เต็นท์ ซึ่งถ้าเราเดินไปอีกก็จะเดินเข้าป่าไปเลย
ผมจะเดินไปต่อ แต่ผมก็ต้องหยุดชะงัก!
..เมื่อผมมองไปยังป้ายกระดาษขาวที่ติดอยู่บนต้นไม้ทางที่จะเดินเข้าป่า
..ป้ายนั้นเขียนเอาไว้ว่า"อย่าเดินเข้าไป เดินเขเข้าไปแล้ว จะไม่ได้กลับมาอีก
และอีกป้ายหนึ่งเขียนไว้ว่า"ให้สวดมนต์ให้มากๆ"

ถึงแม้เวลาที่ผมเดินไปถึง จะเป็นเวลากลางวันแสกๆแต่ข้อความดังกล่าว
กับสายขาวๆที่คล้ายสายสิญจน์ที่ผมพบเจอทำให้ผมต้องหยุดชะงัก
และหันหลังกลับเดินกลับไปยังเต็นท์
ผมไม่กล้าไปถามใคร ..เพราะถ้ามันเป็นอะไรที่ลึกลับ
ผมอาจจะนอนไม่หลับตลอดคืนในคืนนั้น
ผู้แสดงความคิดเห็น โต วันที่ตอบ 2008-03-28 16:59:06


ความเห็นที่ 22 (1105618)

คืนวันที่ 11 ธันวาคม เป็นคืนเดียวที่ผมนอนในเต็นท์ ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็น
ที่ห้วยน้ำดัง ดินแดนที่ผมเคยได้ยินและรู้จักมาตั้งแต่ผมเรียนอยู่ที่เชียงใหม่เมื่อปี 2521
หลังจากวิสกี้พร่องไปเกือบครึ่งขวด ผมก็นอนหลับยาวไปจนกระทั่ง
ผมรู้สึกว่าเหมือนมีใครเดินอยู่รอบๆเต็นท์ ..เสียงกร็อบแกร็บๆ
เสียงดังเป็นพักๆผมเหลือบดูนาฬิกา เกือบตีสามแล้ว
ผมพยายามจะนอนต่อแต่มันก็ไม่หลับ ..ผมตัดสินใจเดินออกไปนอกเต็นท์
ทันที่ที่ผมเดินออกไป ลมหนาวเย็นยะเยือกพัดมาสัมผัสผิวกาย
ผมรู้แล้ว ว่ามันเป็นเสียงอะไร เสียงลมพัดกระทบกับเต็นท์อุทยานที่กางอยู่ข้างๆนั้นเอง
ตอนนั้น..ตอนนั้นเงียบสงัด ผมออกมายืนดูดวงดาวที่พร่างพรายอยู่บนท้องฟ้า.
.ผมไม่รู้สึกกลัวต่อไปอีกแล้ว ปีหนึ่งจะมีเพียงครั้งเดียว
ที่ผมจะได้ออกมาสัมผัสโลกกว้างอย่างนี้
ผมรู้สึกมีความสุขกับการใช้ชีวิตโดยลำพังเช่นนี้

ผู้แสดงความคิดเห็น โต วันที่ตอบ 2008-03-28 17:01:09


ความเห็นที่ 23 (1105628)

วันที่สามของการเดินทาง(12 ธันวาคม)


ผมตื่นขึ้นมาอีกครั้งเมื่อนาฬิกาบอกเวลาตีห้าเศษ ผมเดินไปที่หน้าอุทยาน เจอนักเดินทางกลุ่มหนึ่ง เขาบอกว่าเขามาจากกรุงเทพ จะไปปาย และมาแวะดูทะเลหมอกที่ห้วยน้ำดังก่อน อุณหภูมิที่หน้าอุทยานในตอนตีห้าวัดได้ 12 องศาซึ่งถือว่าไม่หนาวเท่าไหร่
ผมเดินกลับมาที่เต็นท์ ..ขณะนั้นเป็นเวลาตีห้าสิบห้า มงคลตื่นแล้วหลังจากเข้าห้องน้ำทำธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมและมงคลก็เดินมุ่งหน้าไปตามเส้นทางที่จะไปชมทะเลหมอก ซึ่งจะต้องผ่านทางขึ้นพระตำหนักเอื้องเงิน สถานที่ที่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จมาประทับแรมที่นี่เป็นประจำทุกปี ครั้งหลังสุดที่พระองค์เสด็จมาคือเมื่อเดือนมกราคม 2549 เป็นเวลา

3 วัน 2 คืน

   ปีที่แล้ว 2550 พระองค์ทรงประชวร จึงไม่ได้เสด็จมาประทับที่พระตำหนักเอื้องเงินแห่งนี้
นอกจากพระตำหนักเอื้องเงินแล้ว ยังมีเรือนที่ประทับที่ทรงโปรดให้จัดสร้างขึ้นที่บริเวณโป่งเดือด ภายในอุทยานห้วยน้ำดัง ซึ่งทรงชอบบรรยากาศและน้ำแร่ของโป่งเดือด โดยเรือนประทับแรมแห่งนี้ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ทรงเป็นผู้จัดวางและตบแต่งเรือนประทับแรมด้วยพระองค์เอง แต่ในวันนี้ไม่มีพระองค์เสด็จฯ มาอีกแล้ว ทั้งพระตำหนักเอื้องเงินและเรือนประทับแรมโป่งเดือด ทำให้ข้าราชการป่าไม้ที่เฝ้าถวายงานต่างรู้สึกเสียใจอาลัยต่อการจากไปของพระองค์

ผู้แสดงความคิดเห็น โต วันที่ตอบ 2008-03-28 17:08:33


ความเห็นที่ 24 (1105632)

เส้นทางที่เราเดินผ่านเป็นถนนลาดยางอย่างดี ถึงแม้จะมืดมิด แต่เราก็มีไฟฉายส่องนำทาง เราใช้เวลาเดินไม่นาน ก็มาถึงจุดชมทะเลหมอกที่เขาเรียกกันว่ากิ่วลม บริเวณใกล้ๆจะมีบ้านพักของอุทยาน ซึ่งจะต้องจองล่วงหน้า และมีอยู่ไม่กี่หลัง
ผมเคยเข้าไปจองในอินเตอร์เน็ทแต่ก็ไม่เคยจองได้ทัน วันแรกก็เต็มแล้ว ที่บริเวณบ้านพักจะมีทัศนียภาพที่สวยงามมาก ข้างๆจะมีร้านขายกาแฟสด และขนมปัง ถ้าในช่วงเทศกาลจะต้องรอคิวนาน เพราะมีขายอยู่จุดเดียว แต่ไม่มีโจ๊ก หรือปาท่องโก๋ขายเหมือนที่จุดชมทะเลหมอกที่ดอยอ่างขาง
ขณะที่ผมและมงคลเดินทางไปถึง แทบจะไม่มีนักท่องเที่ยวมาเฝ้ารอชมทะเลหมอกกัน เนื่องจากมันยังมืดอยู่ แต่ถ้าเป็นที่ภูชี้ฟ้า ณ เวลาเดียวกันนี้ บนภูเนืองแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยว ที่ขึ้นไปจองที่ชมทะเลหมอกกัน ผมคิดว่าเมืองไทยสถานที่ชมทะเลหมอกอันดับหนึ่งและอันดับสองคงหนีไม่พ้นภูชี้ฟ้า และห้วยน้ำดังในแต่ละปีจะมีนักเดินทางนับหมื่น นับแสน มาชมความงดงามของทะเลหมอกทั้งสองที่ดังกล่าว ..ทะเลหมอกที่ห้วยน้ำดังอาจจะไม่ถึงแสน แต่ที่ภูชี้ฟ้า มีเพื่อนผมคนหนึ่งบอกว่า ปีหนึ่งมีผู้ไปชมทะเลหมอกประมาณสามแสนคน

 

ผู้แสดงความคิดเห็น โต วันที่ตอบ 2008-03-28 17:11:53


ความเห็นที่ 25 (1109003)

                ยิ่งเวลาใกล้รุ่งสาง นักเดินทางก็เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ผมเดินหาทำเลที่เหมาะสมเพื่อจะเฝ้าชมทะเลหมอก ที่จะปรากฏต่อหน้าผมในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้ามันทำให้ผมนึกถึง ครั้งแรกในชีวิตที่ผมไปเฝ้ารอชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่น ภูกระดึง เมื่อ 30 ปีที่แล้วผมยังจำได้ดี คืนแรกที่นอนบนภูกระดึง ผมแทบนอนไม่หลับเลย ถึงแม้จะเป็นหน้าร้อน แต่อากาศก็หนาวจับใจ เช้าวันรุ่งขึ้น ประมาณตี 4 พี่ที่เป็นหัวหน้าคณะนำพวกเรา ก็ปลุกให้พวกเราตื่นจากภวังค์.. เพื่อเตรียมตัวไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่น ผมจำได้ว่า ผมกับเพื่อนๆ รีบวิ่งเพื่อที่จะให้ถึงผานกแอ่นก่อนคนอื่น ประกอบกับเห็นแสงไฟเป็นจุดๆ อยู่ข้างหน้า คิดว่าเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยว ที่เดินล่วงหน้าพวกเราไปก่อนแล้ว โดยแสงไฟที่เห็น ตอนแรกคิดว่าเป็นไฟฉาย แต่มารู้ทีหลังว่า มันไม่ใช่ แต่เป็นไฟหน้าของรถยนต์ที่แล่นอยู่ลิบๆข้างล่าง เกือบไปแล้ว ถ้าวิ่งต่อไป เพื่อตามแสงไฟที่แอยู่ข้างล่างให้ทัน ก็คงจะดิ่งสู่เบื้องล่างอย่างแน่นอน ในที่สุด เราก็เดินมาถึงผานกแอ่น ก่อนพระอาทิตย์ขึ้นเล็กน้อย ทุกคนเฝ้ารอ พระอาทิตย์ขึ้น จนกระทั่งได้เวลา พระอาทิตย์ ก็ขึ้นมาให้เราได้ยลโฉม ..สมดังตั้งใจ

ผู้แสดงความคิดเห็น โต วันที่ตอบ 2008-03-30 07:50:07


ความเห็นที่ 26 (1109011)

   ที่ห้วยน้ำดัง ถึงแม้ขณะที่พระอาทิตย์โผล่ขึ้นพ้นขอบฟ้า จะไม่งดงามเหมือนที่ภูกระดึง แต่ทะเลหมอกที่นี่ก็สวยสดงดงามพอที่จะดึงดูดนักเดินทางจากทุกสารทิศให้มายลโฉมความงดงามของทะเลหมอกที่นี่..ห้วยน้ำดังหลังจากชมทะเลหมอกด้วยความสุขใจแล้ว ผมก็เดินไปที่ร้านขายกาแฟสดซึ่งอยู่ใกล้ๆกับบ้านพักของอุทยาน มีคนรอคิวซื้อกาแฟสดดื่ม เยอะพอสมควร แต่ก็ไม่เยอะมากเมื่อเทียบกับเทศกาลวันหยุดยาวระหว่างที่ผมนั่งจิบกาแฟ อยู่ท่ามกลางลมหนาว

 

      ผมนำเทอร์โมมิเตอร์ มาวัดดูอุณหภูมิขณะนั้นว่ากี่องศา ปรากฏว่าวัดได้ 12 องศา ระหว่างที่ผมกำลังจ้องสายตาไปที่เทอร์โมมิเตอร์ ก็มีผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาถามว่าตอนนี้กี่องศา ผมก็บอกไปว่า 12 องศา ผมถามเขาว่า น้องมาจากไหน เขาบอกว่ามาจากกรุงเทพ ฯ และจะไปเที่ยวแม่ฮ่องสอนต่อ คุยไป คุยมา ผมทราบว่าเขามากันสามคน ขับรถกันมาเอง เป็นเพื่อนสมัยเรียนมัธยมอยู่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย แต่ผูกพันกันมากจนต่างคนต่างจบไปทำงานแล้ว ก็ยังนัดเจอกันอีกและมาเที่ยวเหนือด้วยกันในปีนี้ สองคนทำงานอยู่ทางปักษ์ใต้ ที่สุราษฎร์ธานี และปัตตานี ส่วนอีกคนทำงานอยู่พิจิตร คืนก่อนชมทะเลหมอกเขาทั้งสามคนมานอนเต็นท์กันลานกางเต็นท์ซึ่งอยู่คนละจุด

ผู้แสดงความคิดเห็น โต วันที่ตอบ 2008-03-30 07:54:31


ความเห็นที่ 27 (1111757)

ผมนั่งจิบกาแฟไป ส่วนน้องๆสามคนผมสังเกตเห็นมีบรั่นดี ที่คงเหลือตั้งแต่เมื่อคืนตั้งอยู่บนที่นั่งข้างๆผม มีน้องอยู่คนหนึ่งเคยเรียนวิศวะที่มช.เช่นเดียวกับผม แต่ห่างกันประมาณ 10 ปี และทั้งผมทั้งน้องผู้ชายคนนั้น ก็เรียนไม่จบเหมือนกันผมถามเขาว่าจะไปพักที่ไหนกันต่อในคืนวันนี้
เขาบอกว่าคงขับรถไปเรื่อยๆยังไม่ได้จองที่พักไว้เลย แต่คิดว่าคงจะนอนในเมืองแม่ฮ่องสอนผมบอกว่า ผมมาคนเดียวและจะไปปายต่อ และขอติดรถน้องเขาไปลงที่ปายจะได้ไหมในเช้าวันนี้ น้องเขาบอกว่าได้ และนัดกันที่หน้าอุทยานในตอนเก้าโมงเช้า ผมรู้สึกขอบคุณความมีน้ำใจงดงามของน้องทั้งสามคนเป็นอย่างมากที่เอื้อเฟื้อให้ผมเดินทางไปด้วย ผมคิดว่าถ้าไม่เจอน้องทั้งสามคน
ผมคงเดินแบกเป้คนเดียวจากที่พักที่ห้วยน้ำดังไปจนถึงปากทางซึ่งมีระยะทาง 6 กิโลเมตรและไปรอรถโดยสารสายเชียงใหม่-ปาย เพื่อจะเดินทางต่อไปยัง เมืองปาย จุดหมายปลายทางแห่งที่สองของผมต่อไปตอนผมเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเมื่อปี 2518 ซึ่งเป็นปีที่กรุงเทพฯมีอากาศหนาวมากอุณหภูมิประมาณ 11-12 องศามีเพื่อนที่จบมาจากสวนกุหลาบวิทยาลัยคนหนึ่ง มาอยู่ห้องเดียวกับผม
เขาเล่าให้ผมฟังว่าเด็กสวนกุหลาบส่วนใหญ่ถ้าเรียนมัธยมต้นแล้ว จะผูกพันกันมาก มัธยมปลายก็จะยังคงเรียนอยู่ที่นั่น ถ้าใครออกมาสอบเข้าเตรียมอุดม เขาจะเรียกเพื่อนคนนั้นว่า..พวกสวนทรยศ นี่คือสมัยเมื่อครั้งสามสิบกว่าปีที่แล้ว แต่ตอนนี้จะเป็นอย่างไร ผมไม่ทราบ
ผมเองตอนเรียนอยู่ประถมปลาย เคยใฝ่ฝันอยากเข้ามาเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยแต่เนื่องจากยังเล็ก พ่อแม่ผมก็เลยให้เรียนที่โรงเรียนมัธยมที่จังหวัดบ้านเกิดคือที่พัทลุง ก่อนจะมาสอบเข้าเรียนต่อที่เตรียมอุดมหลังจากจบมัธยมศึกษาปีที่สาม แต่ที่เตรียมอุดม ความผูกพันระหว่างเพื่อนไม่มีเหมือนสวนกุหลาบเพราะเราเรียนกันแค่สองปี คือม.ศ. 4และ ม.ศ. 5 ส่วนสวนกุหลาบเรียนกันห้าปี แต่สมัยนี้เรียนกันหกปี ทุกปีที่เตรียมอุดม จะมีงานคืนสู่เหย้า แต่เพื่อนๆมากันน้อยมาก..ซึ่งแสดงถึงความผูกพันเป็นอย่างดีว่ามีมากหรือน้อยเพียงใด

ผู้แสดงความคิดเห็น โต วันที่ตอบ 2008-03-31 17:27:32


ความเห็นที่ 28 (1116333)

            เก้าโมงเช้าของวันที่ 12 ธันวาคม ผมได้เวลาที่จะต้องออกเดินทางต่อไปยังเมืองที่ผมใฝ่ฝันจะไปตั้งแต่ปีที่แล้ว หลังจากลงมาจากดอยหลวงเชียงดาว  ผมไปร่ำลามงคล น้องชายผู้ใจดีที่ชวนผมนอนเต็นท์ด้วยกัน และยังชวนผมทานข้าวเย็นกลางป่าเขาในคืนเดือนหนาวอีกด้วย มงคลเขาบอกว่าเขาจะนอนต่อที่ห้วยน้ำดังอีกหนึ่งคืน ก่อนจะกลับไปเชียงใหม่เพื่อไปหาเพื่อนที่นั่นหลังจากนั้นเขาก็จะกลับกรุงเทพเลย      เย็นวันที่อยู่ที่ห้วยน้ำดัง พอผมบอกว่าจะไปต่อที่ปาย เขาบอกว่าตอนนี้ที่ปาย ฝรั่งเริ่มน้อยลงแล้ว เนื่องจากสองสามปีที่ผ่านมาคนไทยเข้าไปเที่ยวกันมาก ฝรั่งที่ชอบบรรยากาศเงียบๆเลยหนีไปเที่ยวลาวกันมาก โดยเฉพาะตอนนี้ที่วังเวียง ฝรั่งจะไปเที่ยวกันมากเขาบอกผมว่า บรรยากาศคล้ายปายเมื่อหลายสิบปีก่อน   ผมก็ได้แต่รับฟัง เพราะผมเองยังไม่เคยไปเที่ยวทั้ง ปายและวังเวียงแต่ผมคิดว่าคงจะจริงดังเขาว่า เพราะสองสามปีมานี้ ปายบูมจริงๆ ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ปายเงียบสงบ..ไม่พลุกพล่านเช่นทุกวันนี้

 

หาก " หลวงพระบาง " คือ "ยูโทเปีย" ดินแดนแห่งอุดมคติสำหรับนักเดินทางชาวต่างชาติ เหลียวข้ามมามองอีกฝั่งน้ำโขง อำเภอเล็กๆ แห่งหนึ่งของแม่ฮ่องสอน ดินแดนแห่งหมอกสามฤดู มีเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งซ่อนตัวอยู่ในหุบเขา มีสายน้ำไหลพาดผ่านเป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงคนในชุมชนมาช้านาน ลำน้ำสายนั้นได้กลายมาเป็นชื่อที่ตั้งของเมืองแห่งนี้ ... อำเภอ ปาย

นับตั้งแต่ฝรั่งตาน้ำข้าวคนหนึ่งได้เช่ามอเตอร์ไซค์วิบากจากจังหวัดเชียงใหม่ ลัดเลาะเทือกเขานับพันโค้งมายังดินแดนปิดที่ยังไม่ค่อยมีใครรู้จักในเวลานั้น เขาตกหลุมรักเมืองเล็กๆ แห่งนี้เข้าอย่างจัง ความประทับใจนั้นทำให้เขาต้องกลับมาเยือนที่นี่อีกหลายครั้งเพื่อเก็บข้อมูลไปเขียนหนังสือ จากนั้นชื่ออำเภอเล็กๆ ของแม่ฮ่องสอนอย่าง " ปาย " ก็ติดปากติดหูนักเดินทางค่อนโลก จากคำแนะนำถึงเมืองเล็กๆ ที่มีเสน่ห์ของไกด์บุ๊คชื่อดัง "Lonely Planet

ผู้แสดงความคิดเห็น โต วันที่ตอบ 2008-04-03 04:15:46


ความเห็นที่ 29 (1116338)

ผมเดินทางออกจากห้วยน้ำดัง โดยรถเก๋งคันเล็กๆของน้องชายที่ผมเพิ่งรู้จักเมื่อสองชั่วโมงที่ผ่านมา ..น้องคนขับเขาไม่ดื่ม แต่น้องอีกคนท่าจะดื่มเก่ง เขาชวนผมดื่มมาตลอดเส้นทางจากห้วยน้ำดัง สู่ปาย ถึงแม้ระยะทางจะไม่ถึง 50 กิโลเมตร แต่ความวกไปวนมาของถนนลาดยางกลางป่าเขา ก็อาจะทำให้เราเมารถได้เหมือนกัน แต่วันนั้นผมไม่ได้เมารถแต่อย่างใด เราจิบบรั่นดีไป คุยไป น้องคนที่ชวนผมดื่มเขาบอกว่า แปลกที่ผมเดินทางคนเดียว ปกติแล้วเขาจะเจอแต่นักเดินทางต่างชาติ แต่นี่เป็นคนไทย ผมเลยบอกว่าเดี๋ยวนี้มีคนไทยเดินทางโดยคนเดียวมากขึ้นแต่ก่อน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นวัยรุ่น วัยทำงานอายุใกล้จะห้าสิบอย่างผมคงจะหายาก เส้นทางที่รถวิ่งผ่าน แทบจะไม่ค่อยมีรถวิ่งสวนมาเลย สองข้างทางดูสดชื่นไม่แห้งแล้ง ใกล้จะถึงปาย บรั่นดีที่น้องเขาดื่มมาตั้งแต่ชมทะเลหมอกที่ห้วยน้ำดังหมด ผมเลยหยิบเอาเหล้าแบล็ค ในเป้ผมมาดื่มต่อ และผมชวนน้องเขาทานข้าวเที่ยงที่ ปายก่อน ก่อนที่จะขับรถมุ่งหน้าสู่แม่ฮ่องสอน ซึ่งจะต้องใช้เวลาอีกสองสามชั่วโมง

ผู้แสดงความคิดเห็น โต วันที่ตอบ 2008-04-03 04:20:10


ความเห็นที่ 30 (1116342)

 

 

ที่พักที่ผมจองไว้อยู่ห่างจากตัวเมืองปายประมาณ 7 กิโลเมตร เจ้าของที่พักเป็นครูสอนโรงเรียนในอำเภอปายชื่อครูแมว คนที่จองให้ผมเป็นน้องที่ทำงานซึ่งเขาเคยไปพักที่นี่มาแล้ว เป็นบังกะโลหลังเล็กๆ มีอยู่ 4 หลังหลังละ 800 บาท นอนได้สองคน มีทีวี แต่ไม่มีตู้เย็น ตั้งอยู่บนเนินเขาเล็กๆเช้าๆจะมองเห็นทะเลหมอก ถ้าหากมาเดินเลยมาจากที่พักเล็กน้อย

ผมนั่งมอเตอร์ไซด์รับจ้างจากท่ารถเมล์ปายมาที่พัก เขาคิดราคา 40 บาทที่จริงผมจะเช่ามอเตอร์ไซด์ไปก็ได้ เขาคิดค่าเช่าวันละ 100 บาท ให้เวลา 24 ชั่วโมง เติมน้ำมันเอาเอง แต่เนื่องจากผมยังไม่เคยไปยังที่พักซึ่งผมจองไว้สองคืน ผมจึงไปมอเตอร์ไซด์รับจ้างก่อน แล้วเย็นๆเดี่ยวค่อยมาเช่ารถเครื่องในตัวอำเภอ

 

เมื่อไปถึงที่พักในเวลาใกล้เที่ยงแล้ว อากาศดีมาก ตรงหน้าที่พักผมไม่ไกล จะเป็นถนนสาย 1095 ซึ่งถ้าเลยที่พักไปก็จะเข้าสู่อำเภอปางมะผ้า ก่อนจะต่อไปแม่ฮ่องสอนต่อไป บรรยากาศเงียบสงบดี มีผมเพียงลำพังที่พักอยู่ที่นั่น กับคนเฝ้าที่พัก ผมรู้สึกหิวข้าวจึงสั่งให้คนเฝ้าที่พักไปซื้ออาหารมาให้ผมรับประทานหน่อย เพราะตรงบริเวณนั้นไม่มีอะไรขายเลย ผมจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องไปเช่ามอเตอร์ไซด์ ถ้าหากจะพักที่นี่ต่ออีกหนึ่งคืน แต่เมื่อมาถึงที่พักแล้ว ผมตัดสินใจว่าคงจะนอนแค่คืนเดียว วันรุ่งขึ้นค่อย Walkin เอา เพราะผมอยากจะนอนที่พักที่ติดแม่น้ำปาย ซึ่งมีอยู่มากมาย

ผู้แสดงความคิดเห็น โต วันที่ตอบ 2008-04-03 04:23:20


ความเห็นที่ 31 (1116344)

       บ่ายวันนั้น ผมนั่งอยู่ที่ระเบียงหน้าห้องพัก ท่ามกลางอุณหภูมิประมาณ 18-19 องศา ผมนั่งอ่านหนังสือที่ผมพกติดตัวมาจากเมืองหลวงเพียงเล่มเดียว เป็นหนังสือบันทึกการเดินทางไปนิวยอร์ค และโตเกียวของชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งผมชื่นชอบบทเพลงและข้อเขียนของเขามาก่อนหน้าแล้ว ..ชูเกียรติ ฉาไธสง เขาถูกเชิญให้ไปเล่นดนตรีที่นั่น ผมอ่านไปจิบวิสกี้บางๆไป ผมอ่านหนังสือไปจนกระทั่งจบเล่ม ขณะนั้นเป็นเวลาเกือบเย็นแล้ว ได้เวลาที่จะเดินเที่ยวในเมืองปายเสียที ผมเคยเห็นแต่รูปถนนคนเดิน ที่นักเดินทางนำมาโพสต์ลงในเว็ปไซด์ท่องเที่ยว แต่ยังไม่เคยไปสัมผัสจริงๆสักครั้งหนึ่ง ประมาณห้าโมงเย็นผมก็นั่งซ้อนมอเตอร์ไซด์ ของคนเฝ้าที่พักไปยังถนนคนเดิน เขาให้เบอร์โทรศัพท์ผมเอาไว้ บอกว่าถ้าจะกลับก็ให้โทรบอกเขาเดี๋ยวเขาจะมารับ

 

         เย็นวันนั้น วันที่ 12 ธันวาคม 2550 นักเดินทางไม่มากเหมือนวันหยุดสามวันที่ผ่านมา คือวันที่ 8-10 ธันวาคม ..ผมเดินดูบรรยากาศไปเรื่อยๆ ผมสังเกตดูร้านอินเตอร์เน็ทที่นี่มีมากมาย ในร้านจะเต็มไปด้วยคนต่างชาติต่างภาษา ที่มาจากทุกมุมโลกเพื่อมาเที่ยวที่ปายแห่งนี้ ตั้งแต่ผมเดินทางขึ้นรถไฟมาจากเมืองหลวงเมื่อเย็นวันที่ 11 ธันวาคม ผมยังไม่ได้เข้าไปในร้านอินเตอร์เน็ทเลย มาวันนี้จะเข้าไปโพสต์ในเว็ปเทร็คกิ้งไทย ในบอร์ดปายว่า ผมมาถึงปายแล้ว ผมเจอร้านเน็ทอยู่ร้านหนึ่งเป็นร้านเล็ก ๆ ชื่อร้าน วิลล่า เดอปาย ซึ่งมีที่พักด้วย หลังจากผมโพสต์เสร็จผมเห็นมอเตอร์ไซด์ที่ให้เช่าจอดอยู่ ผมจึงตัดสินใจเช่ารถมอเตอร์ไซด์เพื่อจะสะดวกต่อการไปไหนมาไหน

ผู้แสดงความคิดเห็น โต วันที่ตอบ 2008-04-03 04:26:54


ความเห็นที่ 32 (1116349)

      หลังจากจ่ายค่าเช่ามอเตอร์ไซด์ ไป 100 บาท ผมก็ขี่รถเครื่องคันหมายเลขทะเบียนเชียงใหม่ 959 ไปเติมน้ำมันก่อนเป็นอันดับแรก เนื่องจากปั้มที่นี่เขาจะเปิดแค่สองทุ่ม หลังจากเติมน้ำมันไปเต็มถัง ผมก็ขี่รถเครื่องคันนี้มาที่ถนนคนเดิน จอดไว้ริมถนน แล้วก็เดินเที่ยวบนถนนคนเดิน ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณสองทุ่ม เริ่มมีนักท่องเที่ยวหนาตาขึ้นแต่ส่วนใหญ่จะเป็นคนไทย ตามร้านอาหารจะเต็มไปด้วยนักเดินทาง

 

            ผมเดินไปเดินมาก็เห็นมีอยู่ร้านหนึ่ง เขามีดนตรีเล่นด้วย ก็เดินเข้าไปนั่งในร้านดังกล่าว รู้สึกจะชื่อร้าน อโดบายา คนไทยเป็นคนเล่นดนตรีผมสั่งเบียร์สิงห์มาดื่มไป ฟังเพลงไป จนกระทั่งสี่ทุ่ม ก็ได้เวลาดนตรีเลิก ผมถามเจ้าของร้านว่า ร้านฟังเพลงที่เปิดจนดึก มีร้านไหนบ้างเขาก็แนะนำหลายร้าน แต่ที่ใกล้ๆ และเพลงเพราะก็เป็นร้าน ..ภูปาย ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ผมจับรถมอเตอร์ไซด์เดินทางต่อไปยังร้านดังกล่าว ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณสี่ทุ่มครึ่ง อากาศเริ่มหนาวลงๆ ผมสังเกตุเห็นหลายร้านที่มีการก่อกองไฟขึ้น เพื่อขับไล่ความหนาว

ผู้แสดงความคิดเห็น โต วันที่ตอบ 2008-04-03 04:32:00


ความเห็นที่ 33 (1116351)

ผมขี่มอเตอร์ไซด์ ไปจอดอยู่หน้าร้านภูปาย เดินเข้าไปในร้าน
ปรากฏว่าที่นั่งในร้านถูกจับจองด้วยนักเดินทางต่างชาติ ต่างภาษา ที่แทบจะไม่มีคนไทยเลย
ผมเลยเดินไปหลังร้าน ซึ่งยังพอที่นั่งว่างอยู่บ้าง หลังร้านภูปายคืนที่ผมไปถึง
มีกองไฟก่ออยู่ และมีนักเดินทางนั่งผิงไฟอยู่ประมาณ 5- 6คน ผมเลยเข้าไปนั่งผิงไฟกับเขาบ้าง

นั่งผิงไฟได้สักพัก ผมก็ลุกเดินเข้าไปในร้าน และไปซื้อเบียร์สิงห์ขวดเล็ก
มานั่งดื่มอยู่หลังร้าน นั่งจิบเบียร์ไป ฟังเพลงไป มันทำให้ผมนึกถึงเมื่อครั้งผม
ไปเที่ยวเกาะสมุยกับเพื่อนๆ ครั้งแรกเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ตอนนั้นสมุย ก็คล้ายๆปายในปัจจุบันนี้

ผมนั่งปล่อยอารมณ์ ไปกับเสียงเพลงไปเรื่อยๆ จนผมมองนาฬิกาข้อมือ
ปรากฏว่าเวลาผ่านไปเกือบจะเที่ยงคืนแล้ว ได้เวลาที่ผมต้องขี่มอเตอร์ไซด์กลับที่พัก
ซึ่งอยู่นอกเมืองไปเกือบสิบกิโลเมตร ผมเดินออกมาหน้าร้าน
ผมได้เจอสิ่งที่ผมไม่เคยเจอมาก่อนในเมืองอื่น ๆคือมีฝรั่งขี่ม้า
อยู่ข้างนอกท่ามกลางลมหนาว มีอยู่ประมาณ 2-3 ตัว ผมเดินไปที่รถมอเตอร์ไซด์
และค่อยๆขี่ออกไปตามเส้นทางที่มุ่งหน้าสู่ที่พัก ซึ่งตรงไปตลอด เป็นถนน สาย 1095

ผมขี่รถไปโดยลำพังเพียงคนเดียว ขณะนั้นเวลาใกล้เที่ยงคืนแล้ว สองข้างทางมืดมาก
จนผมขับรถเลยที่พักไป และเห็นท่าไม่ค่อยดี จึงขับย้อนกลับมาทางเดิม
โชคดีที่ผมขับรถเลยไปไม่ไกล ผมขี่รถเข้าไปยังที่พัก และเข้านอนในตอนเวลาใกล้จะตีหนึ่งแล้ว

ผู้แสดงความคิดเห็น โต วันที่ตอบ 2008-04-03 04:34:14


ความเห็นที่ 34 (1118572)

คืนนั้น ก่อนผมจะไปยังร้านภูปาย

ผมขอเพลงขอนไม้กับเรือของบ่าววี แต่นักร้องบอกว่าเขามีความหลังตอนน้ำท่วมปายเมื่อปี 2548
เลยไม่ได้ร้องให้ผมฟัง แต่เขาก็ยังร้องเพลง ฝากฟ้าของบ่าววี และเพลงตลอดเวลา ของปูพงษ์สิทธิ์ คัมภีร์ให้ผมฟัง

..พักสายตาเถอะนะคนดี หลับตาตรงนี้ที่ที่มีแต่เราสองคน
ผ่านเรื่องราว ผ่านงาน ผ่านคน สับสนหลายคราว

 บางเวลาต้องการสักคนที่คอยปลอบใจ..เข้าใจ ..พูดคุย

..ความรักเอยงดงามอย่างนี้ จนชั่วชีวี โหยหาความรักไม่เคยพอ
อยากให้เธอเคียงข้างอย่างนี้ บอกรักอีกที อยู่ใกล้กันตลอดเวลา

คืนนี้ เป็นคืนแรกที่ผมนอนอยู่ที่ ..ปาย เมืองเดียวในประเทศไทยที่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมติดอันดับหนึ่งในสิบของนิตรสารอ.ส.ท.ประจำปี 2550นอกนั้นจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นภูเขา น้ำตกและทะเล ผมเองมีความคิดจะไปปาย ตั้งแต่ปีที่แล้ว หลังจากเข้าไปดูกระทู้ที่น้องสาวนักเดินทางคนหนึ่ง เธอเดินทางไปปาย คนเดียว หลังจากลงมาจากดอยหลวงเชียงดาว
ผู้แสดงความคิดเห็น โต วันที่ตอบ 2008-04-04 05:46:54


ความเห็นที่ 35 (1118576)
     ผมเลยมีความคิดอยากจะไปบ้าง ..ไปถึงแล้วก็ไม่ผิดหวัง ถึงแม้คืนแรกผมจะรู้สึกโดดเดี่ยว เดียวดายไปบ้างเนื่องจากที่พักที่ผมพักอยู่มีผมพักอยู่เพียงลำพังเพียงหลังเดียว ไกลก็ไกลจากเมืองเกือบสิบกิโลเมตร..หนาวก็แสนหนาว แต่ผมก็ผ่านการเดินทางคนเดียวมาแล้วสองสามครั้ง แต่ก็ไม่นานขนาดนี้ คราวนี้ไปห้า คืนด้วยกัน

       จะมีเหงาบ้างเล็กน้อยก็ที่..ปางอุ๋ง ดินแดนที่บางคนขนานนามว่าเป็นดินแดนแห่งเทพนิยาย..คืนนั้น ดาวพร่างพรายอยู่เต็มฟ้า ผมเดินออกจากโฮมสเตย์ที่พัก ไปยังบ้านพักป่าไม้ ซึ่งอยู่ห่างไปประมาณ 500 เมตร เพื่อไปหาน้องชายคนจังหวัดเดียวกัน ที่ทำงานอยู่กระทรวงเดียวกัน ซึ่งผมเพิ่งรู้จักในเย็นวันนั้น วันที่ผมเพิ่งไปถึง ปางอุ๋ง
ผู้แสดงความคิดเห็น โต วันที่ตอบ 2008-04-04 05:49:20


ความเห็นที่ 36 (1118579)

คืนนั้น คืนวันที่ 14 ธันวาคม คืนที่เกิดฝนดาวตกผมนั่งดูฝนดาวตก
ร่วมกับน้องๆพยาบาลที่จบมาจากโรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ นครสวรรค์
ซึ่งเขาและเธอประมาณร่วม 10 คนที่ต่างคนต่างอยู่คนละภาค นัดมาเที่ยวแม่ฮ่องสอนกัน
.คืนนั้นอากาศช่างหนาวเหน็บ อุณหภูมิลดต่ำลงเหลือ 10 องศา..
แต่ก็ยังดีที่มีบรั่นดีบางๆช่วยเพลาความหนาวไปได้บ้าง

..ฝนดาวตกเริ่มพรั่งพรูลงมาจากฟากฟ้า.
.แต่เสียดายที่ผมจะต้องอำลาน้องๆเขาไปก่อนในตอนใกล้จะสี่ทุ่ม
เนื่องจากที่ปางอุ๋ง เขาจะดับไฟฟ้าในตอนสี่ทุ่ม ผมเดินกลับมาโดยลำพังเพียงคนเดียว
ในคืนที่มืดมิด พร้อมกับไฟฉายกระบอกหนึ่ง ระยะทางครึ่งกิโลเมตรถือว่าไกลเหมือนกัน
ผมเกิดความรู้สึกเหงาขึ้นมาจับใจ ถามว่าตอนนั้นผมกลัวมั้ย ก็คงตอบว่ากลัวนิดๆ
เพราะสองข้างทางเป็นป่าสน และเดินมาไม่เจอใครเลย

คืนนั้นที่ปางอุ๋ง นักเดินทางจะค่อนข้างน้อย จนผมเดินกลับมาถึงที่พัก
ที่ผู้คนเขานอนกันหมดแล้ว ในเวลาสี่ทุ่มกว่าๆเล็กน้อย
และเข้านอนในโฮมสเตย์ จนหลับไปในที่สุด

 

ผู้แสดงความคิดเห็น โต วันที่ตอบ 2008-04-04 05:51:10


ความเห็นที่ 37 (1119598)
เช้าวันที่สี่ของการเดินทาง(13 ธันวาคม 2550)

..
ผมตื่นขึ้นมาในวลาประมาณตีห้าเศษ..เปิดประตูออกไปหน้าห้องพักอากาศข้างนอก หนาวเสียจริงๆ ผมเลยเอานาฬิกา ที่มีเทอร์โมมิเตอร์อยู่ด้วยออกไปตั้งอยู่หน้าระเบียงบ้านพัก รอสว่างแล้วค่อยออกไปดูว่า อุณหภูมิลดลงเหลือเท่าไหร่ 

คืนก่อนที่มจะล้มตัวลงนอน ผมรู้สึกว่าไม่หนาวขนาดนี้ อาจจะเป็นเพราะผมดื่มเบียร์มาก่อน 2--3 ขวด จึงทำให้ร่างกายอุ่นขึ้น ..เช้าแล้ว ผมเปิดประตูออกไปหน้าห้องพักอีกครั้ง ในบรรยากาศที่เงียบสงบ พื้นหน้าระเบียง ชื้นไปด้วยน้ำค้างที่คงพรั่งพรูมาตั้งแต่เมื่อคืน ผมหยิบนาฬิกามาดูมิน่าเล่า ทำไมหนาวขนาดนี้ อุณหภูมิลดเหลือประมาณ7-8 องศา หนาวกว่าที่ผมนอนที่ห้วยน้ำดังประมาณ 3-4 องศา
ผู้แสดงความคิดเห็น โต วันที่ตอบ 2008-04-04 16:57:12


ความเห็นที่ 38 (1119601)
วันนี้ ทั้งวันผมกับเจ้ามอเตอร์ไซด์คู่ใจคันสีน้ำเงินที่เพิ่งเช่ามาจากร้านวิลล่า เดอปายเมื่อคืนที่ผ่านมาจะพากันไปท่องเที่ยวในเมืองปาย หลังจากเมื่อคืนได้ท่องราตรีปายในคืนแรก ในค่ำคืนที่อากาศช่างแสนหนาว 

และคืนนี้ ผมตัดสินใจที่จะไปนอนในตัวเมืองปาย โดยจะไปหาที่พักริมน้ำปายที่บรรยากาศดีๆแต่เช้านี้ ผมจะต้องไปจิบกาแฟที่ร้านกาแฟ ชื่อสุดแสนโรแมนติค..Coffee in iove ซึ่งอยู่ห่างจากที่พักผมไปประมาณเกือบ 15 กิโลเมตร ร้านนี้ถ้ามาจากทางเชียงใหม่บนเส้นทางแม่มาลัย-ปาย สาย 1095จะอยู่ทางขวามืออยู่ก่อนถึงปายไม่กี่กิโลเมตร
ผู้แสดงความคิดเห็น โต วันที่ตอบ 2008-04-04 16:58:18


ความเห็นที่ 39 (1119604)

เกือบสองโมงเช้า..ได้เวลาที่ผมกับเจ้าสีนำเงินคันที่เช่ามาจะเดินทางไปสู่โลกกว้าง

 ท่องไปในเมืองปาย ผมไม่มีแผนที่นำทาง แต่ก่อนมาก็ศึกษาดูจากอินเตอร์เน็ท

  ...ผมตั้งใจว่าอันดับแรกคือร้าน Coffee in love

 หลังจากนั้นก็จะไปดูสะพานประวัติศาสตร์ แล้วค่อยถามชาวบ้านอีกทีว่าผมจะไปไหนต่อ

ผู้แสดงความคิดเห็น โต วันที่ตอบ 2008-04-04 16:59:53


ความเห็นที่ 40 (1119607)

ผมทิ้งเป้ ไว้ในห้องพัก ค่อยกลับมาเอาในตอนเย็นๆ เพราะคืนนี้ผมยังไม่รู้ว่าจะพักที่ไหน ..น้องชายที่อยู่ภูเก็ตเขาบอกผมว่ามีเพื่อนเขาเป็นเจ้าของโรงแรมอยู่ที่ปาย..แต่ก่อนมาเขาบอกว่าเดือนธันวาคมที่พักถูกจองเต็มไปหมด..แต่วันนี้เขาจะโทร.มาอีกครั้งหนึ่งว่าที่พักว่างมั้ย

ผมขี่รถมอเตอร์ไซด์ไปเรื่อยๆ..ท่ามกลางอากาศอันเย็นยะเยือก แต่เสื้อหนาวตัวหนาที่ผมนำไปเพียงตัวเดียวก็ช่วยให้อบอุ่นได้บ้าง..หมอกเริ่มหนาขึ้นตามลำดับถึงแม้ตอนนั้นจะเป็นเวลาแปดโมงเช้าแล้วผมขี่รถผ่านเมืองโดยยังไม่แวะดูตลาดเช้า เนื่องจากพรุ่งนี้ ผมจะยังอยู่อีกเช้าหนึ่ง ก่อนจะเดินทางสู่..ปางอุ๋ง ต่อไป

ผู้แสดงความคิดเห็น โต วันที่ตอบ 2008-04-04 17:01:26


ความเห็นที่ 41 (1119615)

ผมรู้แล้วทำไมใครๆเขาจึงหลงเสน่ห์ปายกันนัก..บรรยากาศสองข้างทางช่างโรแมนติคเสียเหลือเกิน..ผมขี่มอเตอร์ไซด์ไปอย่างไม่รีบร้อนแต่รู้สึกถึงความโดดเดี่ยว..เดียวดายที่เจอ ขี่ไปไม่นาน ผมก็มาถึงร้าน กาแฟ Coffee in love ขณะที่ผมไปถึงในร้านกาแฟแห่งนั้นมีผมเพียงลำพัง นอกนั้นจะเป็นคนขายกาแฟ แต่อีกไม่กี่อึดใจ นักท่องเที่ยวที่ไม่รู้มาจากไหนต่างก็ทยอยมาจิบกาแฟแกล้มไอหมอก กันที่นี่..

ผู้แสดงความคิดเห็น โต วันที่ตอบ 2008-04-04 17:02:54


ความเห็นที่ 42 (1119620)
ผมนั่งจิบกาแฟ เอ็สเปร็สโซ่..ไปนั่งดูม่านหมอกที่กำลังจะจางหายไป..ผมอยากจะให้มันคงอยู่ต่อไป แต่มันก็เป็นไปไม่ได้ เหมือนกับที่บางคนเขาบอกว่า..ทำไมวันเวลาแห่งความสุขผ่านไปเร็วเหลือเกิน ใช่ครับเช้านี้ม่านหมอกที่ผมชอบดูกำลังจางหายไป

หายไปพร้อมๆกับ นักเดินทางที่เริ่มเข้ามาเยือนที่ร้านแห่งนี้ บางคนก็มาเพียงถ่ายรูป บางคนก็มานั่งจิบกาแฟถ้วยโปรด..ส่วนใหญ่ก็จะมาเป็นคู่ๆ เขาจึงไม่ต้องวานให้ใครช่วยถ่ายรูปให้ จะมีแต่ผมที่ไปเพียงลำพังคนเดียว ที่ต้องรบกวนน้องที่ร้านขายกาแฟช่วยถ่ายรูปให้กับมือถือคู่ใจ..Nokia 70 Meที่เป็นทั้งเพื่อนคู่ใจยามเหงา เปิด MP3 เพลงโปรดฟัง ไม่ว่าจะเป็นเพลงรักแห่งสยาม.กันและกัน..ไม่รู้จักฉัน รู้จักเธอ..วันนี้ วันนั้น และอีกหลายๆเพลง
ผู้แสดงความคิดเห็น โต วันที่ตอบ 2008-04-04 17:05:24


ความเห็นที่ 43 (1119621)

พอแดดเริ่มออก หมอกก็เริ่มจางหายไป ได้เวลาที่ผมกับมอเตอร์ไซด์คู่ใจ
จะออกเดินทางต่อไปตามเส้นทางสาย 1095 มุ่งหน้าสู่สะพานประวัติศาสตร์ท่าปาย
สะพานแห่งนี้ห่างจากร้านกาแฟ Coffee in love ไม่ไกล

สะพานแห่งนี้เปรียบเสมือนประตูสู่อำเภอปาย หากขับรถมาจาก
ถนนทางหลวง 1095 (แม่มาลัย-ปาย)
บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 88 เราจะสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน
สะพานแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2485 หรือในปี ค.ศ. 1942
โดยกองทหารประเทศญี่ปุ่น เพื่อใช้ข้ามแม่น้ำปายและลำเลียงเสบียงและอาวุธ
เข้าไปยังประเทศพม่าเช่นเดียวกันกับสะพานข้ามแม่น้ำแคว จังหวัดกาญจนบุรี
จะต่างกันตรงที่สะพานประวัติศาสตร์ที่ปาย ชำรุดจนเดินข้ามไป
ฝั่งตรงข้ามไม่ได้ เหมือนสะพานประวัติศาสตร์ที่กาญจนบุรี.
.และอีกอย่างคือไม่มีเส้นทางรถไฟเหมือนที่กาญจนบุรี

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง อำเภอปายจึงกลับคืนสู่ความสงบสุขอีกครั้งหนึ่ง
โดยหลงเหลือไว้เพียงแต่สะพานแห่งนี้ว่า “สะพานประวัติศาสตร์”
แม้ในปัจจุบันจะมีสะพานปูนแบบไม่สร้างอยู่เคียงข้าง
แต่สะพานประวัติศาสตร์เก่าแก่แห่งนี้ก็ยังได้รับความสนใจ
จากนักท่องเที่ยวที่มาเยือนอำเภอปายอยู่เป็นประจำ

ผู้แสดงความคิดเห็น โต วันที่ตอบ 2008-04-04 17:07:12


ความเห็นที่ 44 (1119630)

ผมหยุดชมสะพานประวัติศาสตร์ ที่นับถึงปัจจุบัน มีอายุ 66 ปีแล้ว 
ถ้าเป็นคนก็ย่างเข้าสู่วัยชรา ..และทิวทัศน์รอบข้าง 

อยู่ประมาณ 15 นาที ผมก็ขี่เจ้ามอเตอร์ไซด์คันสีน้ำเงิน

ต่อไป ตามเส้นทางสาย 1095 ขี่มาเรื่อยๆ

ก็เจอป้ายบอกทางมีลูกศรชี้ไปทางซ้ายว่า 

ไปบ่อน้ำพุร้อนและวัดพระธาตุแม่เย็น 
แต่ถ้าขี่ตรงไปอีก 30 กิโลเศษก็จะถึงห้วยน้ำดัง

 สถานที่ที่ผมได้ไปพักแรมมาก่อนหน้านี้แล้ว 

ขณะนั้น เป็นเวลาประมาณสิบโมงเช้า เห็นจะได้

 ถึงแม้แดดจะเริ่มมา แต่อากาศรอบตัวผมก็ยังค่อนข้างหนาว

..ผมขี่มอเตอร์ไซด์ เลี้ยวซ้ายไปตามเส้นทางลาดยางเล็กที่รถ

พอสวนกันได้ ผมมองไปทางซ้ายมือเห็นทิวเขา

ทอดตัวเป็นแนวยาวคดไป เคี้ยวมา 
ตัดกับสีเขียวของท้องทุ่ง ..ผมไม่ได้ขี่มอเตอร์ไซด์

ชมความสวยงาม ของท้องทุ่งชนบทมานานมากแล้ว

ผู้แสดงความคิดเห็น โต วันที่ตอบ 2008-04-04 17:15:46


ความเห็นที่ 45 (1119635)

จนกระทั่งผมขี่มอเตอร์ไซด์ผ่านที่พักที่บรรยากาศ

คล้ายรีสอร์ทแห่งหนึ่ง ซึ่งผมรู้สึกสะดุดตา

 เมื่อมองเข้าไปในที่พักแห่งนั้น

 ที่พักดังกล่าวอยู่ทางด้านซ้ายมือ

 ผมแหงนขึ้นมองป้ายชื่อว่า..บ้านต้นไม้ปาย

 ชื่อนี้ผมเพิ่งได้ยินครั้งแรก 
เมื่อวันที่ผมนั่งรถตู้โดยสารมาจากเชียงใหม่

 และมาลงตรงปากทางที่จะเข้าห้วยน้ำดัง 

นักเดินทางที่นั่งติดกับผม อายุประมาณยี่สิบกว่าๆ

เขามากับหญิงสาวคนหนึ่ง ซึ่งอยู่ในวัยไล่เลี่ยกัน 

ระหว่างรถกำลังวิ่ง ไปสู่จุดหมายปลายทางคือ..ปาย 
ผมถามน้องเขาว่า จะไปลงที่ไหน เขาบอกว่าไปลงที่ปาย

 และจะค้างที่ปายสามคืน สองคืนแรก

 ผมจำไม่ได้ว่าเขาและเธอพักกันที่ไหน

 

 แต่คืนสุดท้าย เขาบอกผมว่า จะพักที่..บ้านต้นไม้ปาย

ทั้งสองเดินทางมาจากขอนแก่น 

คุยไปคุยมาทราบว่าเขาจบวิศวะ

 จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งผมเคยเยือนคณะนี้มาครั้งหนึ่ง

ตอนเรียนอยู่วิศวะปีหนึ่ง ที่เชียงใหม่ตอนนั้น

ผมไปร่วมแข่งขันกีฬาประเพณีระหว่างมช. กับมข. 

..
ตอนขากลับเกือบเอาชีวิตไม่รอด รถคว่ำกลางทาง

 และผมก็อยู่ในรถคันดังกล่าว แต่โชคดี ที่ผมเพียงบาดเจ็บเล็กน้อย

 ในขณะที่ในรถคันนั้นมีผู้เสียชีวิตสองคน และบาดเจ็บ กันระนาว

 ..ผมจำได้ว่า ผมไปกราบไหว้สมเด็จพระพุทธชินราช ที่พิษณุโลก

ก่อนจะเกิดอุบัติเหตุรถยนต์พลิกคว่ำไม่กี่ชั่วโมง!! 

ผู้แสดงความคิดเห็น โต วันที่ตอบ 2008-04-04 17:17:32


ความเห็นที่ 46 (1119637)

ผมจอดรถเครื่องไว้ที่หน้าที่พัก และเดินลงไปสำรวจบริเวณรีสอร์ทดังกล่าว 

ที่พักแห่งนี้อยู่ในทำเลที่ดีมากอยู่ติดกับแม่น้ำปาย มองเห็นเทือกเขาเหยียดยาว

 เป็นฉากหลังของสายน้ำแห่งนี้ 

ผมรู้สึกติดใจบรรยากาศที่นี่เข้าเสียแล้ว..ณ เวลานั้น ผมยังไม่มีที่พักคืนที่สองที่ปาย 
ผมคิดว่าคืนนี้น่าจะพักที่บ้านต้นไม้ ปายแห่งนี้ ผมจึงเดินไปถามที่หน้าฟร้อนท์ว่า 
..คืนนี้มีห้องว่างมั้ย เขาบอกว่าเต็มหมด นี่ขนาดวันพฤหัสบดีนะนี่ยังเต็มหมด 
ถ้าวันหยุดไม่ต้องพูดถึง ต้องจองล่วงหน้าเป็นเดือน..แต่สักพักเขาก็บอกว่ามีห้องว่างอยู่ห้อง 
แต่อยู่บนต้นไม้..ต้องปีนขึ้นไป ราคาห้อง 800 บาทต่อคืน 

ผมยังไม่ตัดสินใจว่าจะพักที่นี่เลยหรือไม่ เพราะถ้าพักที่นี่ 
ผมก็ต้องขี่มอเตอร์ไซด์ ไปเอาเป้ และกลับมาที่นี่ 
และต้องไปเช่ามอเตอร์ไซด์ต่ออีกหนึ่งวัน ซึ่งไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ 

..ผมเกือบจะตัดสินใจพักที่นี่อยู่แล้ว ถ้าผมไม่ได้รับโทรศัพท์จากน้องชายที่อยู่ใต้ว่า. 
..คืนนี้ที่พักของเพื่อนน้องชายว่างอยู่2-3 ห้อง เขาบอกให้ผมพักฟรี 1 ห้อง 
โดยไม่ต้องเสียค่าที่พัก ชื่อ เดอะควอเตอร์ ตั้งอยู่ใกล้ๆกับถนนคนเดิน.ในตัวอำเภอปาย 
ผมถามราคาว่าปกติห้องหนึ่งต่อคืนเขาคิดเท่าไหร่..พอได้ยินราคา ผมรู้สึกตกใจ 
เพราะคืนหนึ่งราคา 3200 บาทต่อห้อง แต่ถ้าหลัง วันที่ 20 ธันวาคมไปจะคิดคืนละ 4000 บาท 
น้องชายเขาให้เบอร์โทรศัพท์ของเดอะควอเตอร์เอาไว้..สักพักผมก็โทร.ไป 
ปรากฏว่าเพื่อนน้องชายโทรศัพท์ มาจัดการให้เรียบร้อยแล้ว 
..ผมไม่ต้องทำอะไร แบกเป้เดินเข้าที่พักอย่างเดียว

ผู้แสดงความคิดเห็น โต วันที่ตอบ 2008-04-04 17:19:29


ความเห็นที่ 47 (1119640)

ถ้าน้องชายไม่โทรศัพท์มา ผมคงตัดสินใจพักที่บ้านต้นไม้ปาย

ไปแล้ว เพราะผมตั้งใจว่าคืนสุดท้ายที่พักที่ปายจะพักอยู่

ริมน้ำปาย ซึ่งที่นี่ก็ติดแม่น้ำปาย มีขุนเขาเป็นฉากกั้น 

ตอนเย็นๆคงจะบรรยากาศดีกว่าตอนใกล้เที่ยง 

ผมไม่รู้ว่าเดอะควอเตอร์อยู่ติดแม่น้ำปายหรือไม่

 แต่คิดเอาเองว่าคงจะติดน้ำ แต่ผมก็คิดผิดถนัด

 ผมเพิ่งรู้ในตอนเย็นตอนที่แบกเป้เดินเข้าที่พักว่าเดอะควอเตอร์

ไม่ติดแม่น้ำแต่อยู่ติดกับโรงพยาบาลปาย 

โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขที่ผมทำงานอยู่ 

ผู้แสดงความคิดเห็น โต วันที่ตอบ 2008-04-04 17:21:50


ความเห็นที่ 48 (1123525)

แต่ถ้าคืนนี้ ผมนอนพักที่บ้านต้นไม้ ปาย ก็คงจะเหงาน่าดู เพราะตกกลางคืน
ก็คงจะมีแต่ดาวระยิบ ระยับบนท้องฟ้าในคืนเดือนมืดไม่มีโอกาสที่
จะไปดูแสงสีในเมืองปายเช่นคืนก่อน

ผมคิดว่าที่นี่ เหมาะสำหรับการมาเป็นคู่หรือเป็นกลุ่มมากกว่ามาเดี่ยว
ผมจำได้ว่า เมื่อตอนเที่ยวคนเดียวไปทะเลใต้ มีอยู่สองเกาะที่ผมรู้สึกว่าเมื่อไปพัก
แล้วเหงามากๆ ดื่มเบียร์แก้เหงาแก้วแล้ว แก้วเล่า ก็ยังไม่คลายเหงา .
เกาะแรกคือเกาะนางยวน ที่สุราษฎร์ธานี เกาะนี้ผมไปเมื่อประมาณ สิบกว่าปีที่แล้ว
อีกเกาะหนึ่งคือเกาะบูบูซึ่งอยู่ใกล้กับเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ที่ผมไปมาเมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว
เกาะบูบูนี้เป็นเกาะเล็กๆ และเป็นเกาะส่วนตัว ฝรั่งจะชอบมาเที่ยวเกาะนี้ในตอนคริสต์มาส

ผู้แสดงความคิดเห็น โต วันที่ตอบ 2008-04-06 20:04:35


ความเห็นที่ 49 (1123530)
หลังจากผมรู้ว่าได้ที่พักในคืนนี้แล้ว ผมก็ไม่เร่งรีบที่จะเข้าไปในเมือง
เกือบสิบเอ็ดโมงเช้าแล้ว ผมรู้สึกหิวข้าว เพราะเมื่อเช้ายังไม่ได้กินข้าว
ดื่มแต่กาแฟแกล้มกับขนมปัง ผมเลยเดินมาที่ร้านอาหารของรีสอร์ทแห่งนี้
เพื่อจะสั่งอาหารรับประทานต่อไป
ผู้แสดงความคิดเห็น โต วันที่ตอบ 2008-04-06 20:07:15


ความเห็นที่ 50 (1124578)

สายมากแล้ว แต่อากาศรอบตัวผมยังค่อนข้างหนาว..
ผมเลยสั่งเบียร์ช้างมาดื่มแก้หนาวก่อนจะกินข้าว
ผมขอให้เด็กที่ร้านหยิบเบียร์ที่แช่เย็นเจี้ยบ
มาให้ผมหน่อยเพราะผมเป็นคนที่ดื่มเบียร์โดยไม่ใส่น้ำแข็ง
เบียร์ช้างถ้าไม่เย็น ผมแทบดื่มไม่ได้ไม่เหมือนกับเบียร์ยี่ห้ออื่น

 

อาหารตามสั่งถูกนำมาวางไว้ไว้ที่ตรงหน้า บนโต๊ะที่ผมนั่งแล้ว
แต่ผมยังดื่มด่ำกับการดื่มเบียร์ มองบรรยากาศที่อยุ่ตรงหน้าผมที่มีขุนเขา
ทอดตัวเหยียดยาว ถึงแม้ผมจะไม่ได้เห็นแม่น้ำปาย
 
แต่ผมก็รู้สึกได้ว่าเดินลงไปข้างล่างไม่ไกลจะเป็น
แม่น้ำปาย ผมบอกกับตัวเอง อีกไม่นาน ผมคงได้มาพักผ่อน
นอนหลับอยู่ริมน้ำปายที่บ้านต้นไม้ปายสักครั้งหนึ่งในชีวิต

ผมยังคงนั่งจิบเบียร์ไปเรื่อยๆ กับบทเพลงรัก ที่ร้านได้เปิดให้ฟังโดยที่ไม่ได้ขอ..
หมดเบียร์ช้างไปสองขวด กับเวลาที่ผ่านไปนานเท่าใด ผมไม่รู้
ผมเรียกเด็กที่ร้านมาบอกว่า ..ขอเบียร์ไฮเนเก้นอีกหนึ่งขวด
แล้วเช็คบิลด้วย ได้เวลาที่ผมจะเดินทางต่อไป

หลังจากไฮเนเก้น พร่องไปครึ่งขวด ก็มีนักเดินทางชาวต่างชาติคนหนึ่งเดินเข้ามาในร้าน
เขาเดินมาจากไหนผมไม่ทราบ แต่เห็นเขาถือแผนที่มา และมานั่งในร้านอาหาร
โต๊ะติดกับผม พร้อมกับสั่งเบียร์ลีโอ มาดื่มหนึ่งขวด และก็เรียกเด็กมาสอบถาม
ผมคิดว่าเขาคงจะไปที่ไหนซักแห่งหนึ่ง แต่เขาไปไม่ถูก
เขาจึงเรียกเด็กที่ร้านมาสอบถาม

ผู้แสดงความคิดเห็น โต วันที่ตอบ 2008-04-07 12:03:22



[1] 2 3 ถัดไป >>


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *

ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2010 All Rights Reserved.